รักกันในวันที่(เกือบ)สาย
“ความสัมพันธ์แค่คืนเดียวในวันนั้น แลกมากับ ‘อีกหนึ่งชีวิต’ ที่เขาต้องดูแล…”
หกปีที่ต้องสู้ชีวิตเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ‘ข้าว’ ตัดสินใจสมัครงานในบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่ออนาคตของลูก แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อเจ้านายคนใหม่คือ ‘ภูผา’ ผู้ชายใจร้ายที่เคยทิ้งเขาไป และเป็นพ่อแท้ๆ ของลูก!
หนึ่งคนพยายามหนีให้ไกล แต่อีกคนกลับทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งเอาไว้… เมื่อความลับเรื่องลูกถูกเปิดเผย ปฏิบัติการง้อขอคืนดีและทวงคืนครอบครัวจึงเริ่มต้นขึ้น!
ตอนที่ 1 โลกที่แสนแคบ
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในเวลาตีห้าครึ่ง ร่างบางของ ‘ข้าว’ ขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ความเหนื่อยล้าจากการทำงานพาร์ทไทม์ควบสองกะเมื่อคืนยังคงเกาะกินไปทั่วร่าง แต่เขาไม่มีสิทธิ์ยอมแพ้ เพราะข้างกายเขามีร่างเล็กๆ ของ ‘น้องซัน’ เด็กชายวัย 5 ขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้ม หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
ข้าวลูบหัวลูกชายตัวน้อยด้วยความรักเต็มหัวใจ เมื่อหกปีที่แล้ว ตอนที่เขาเพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย เขาพลาดพลั้งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนุ่มฮอตของโรงเรียน และเป็นคนที่ข้าวแอบรักมาตลอด… ทว่าหลังค่ำคืนนั้น อีกฝ่ายก็หายตัวไปเรียนต่อต่างประเทศโดยไม่มีคำลา ไม่มีการรับผิดชอบใดๆ และที่สำคัญ ผู้ชายคนนั้นไม่มีทางรู้เลยว่าได้ทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขเอาไว้ในท้องของเขา
“อื้อ… หม่าม้า” เสียงเล็กๆ งึมงำเมื่อข้าวขยับตัวลุกขึ้น
“หม่าม้าไปทำกับข้าวให้นะครับ วันนี้ซันต้องไปโรงเรียนแล้วก็เป็นเด็กดีนะ” ข้าวกระซิบพร้อมกับหอมแก้มลูกชาย วันนี้เป็นวันสำคัญของเขา เพราะข้าวมีนัดสัมภาษณ์งานในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง หากเขาได้งานนี้ ชีวิตของเขากับลูกที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดห้าปีก็คงจะมั่นคงขึ้นเสียที
เวลาสิบโมงเช้า ณ ตึกระฟ้าใจกลางเมือง ข้าวก้าวเข้ามาในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยความประหม่า ชุดสูทตัวเก่งที่เขาอุตส่าห์เก็บเงินซื้อมาเพื่อการนี้ดูหมองไปถนัดตาเมื่อเทียบกับพนักงานคนอื่นๆ ที่เดินสวนไปมา เขามาสมัครในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปิดรับด่วนและให้เงินเดือนสูงลิ่วจนน่าตกใจ
การสัมภาษณ์รอบแรกกับฝ่ายบุคคลผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งพวกเขาแจ้งว่าประธานบริษัทจะเป็นคนสัมภาษณ์รอบสุดท้ายด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานใกล้ชิด
“เชิญคุณข้าวเข้าห้องสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ ท่านประธานรออยู่แล้ว”
ข้าวสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี มือบางผลักบานประตูไม้บานใหญ่เข้าไปในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงกำลังนั่งหันหลังให้เขา มองทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์
“สวัสดีครับ ผมชื่อ…”
เก้าอี้หนังตัวใหญ่หมุนกลับมาหาเขาก่อนที่ข้าวจะพูดจบประโยค วินาทีที่สายตาของทั้งสองสบกัน ราวกับอากาศในห้องถูกสูบออกไปจนหมด หัวใจของข้าวร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายชาวาบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
‘ภูผา’
ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูคมคายและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อหกปีก่อน แววตาดุดันที่ยังคงคุ้นเคย ไม่ผิดแน่… ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา ผู้ชายที่เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ คือพ่อแท้ๆ ของน้องซัน
ภูผาเองก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่เคยเรียบเฉยเบิกกว้างขึ้นชั่วครู่เมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า ภาพความทรงจำในคืนวันปัจฉิมนิเทศเมื่อหกปีที่แล้วตีตื้นขึ้นมา ร่างบางที่เคยร้องไห้ครวญครางอยู่ใต้ร่างของเขา บัดนี้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าในสภาพที่ดูผอมบางลงจนน่าใจหาย
“นาย… ข้าว?” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับไม่เชื่อสายตา
ข้าวแทบจะก้าวขาไม่ออก สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่งให้เขาหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด เขาไม่อยากให้ภูผารู้เรื่องลูก ไม่อยากให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้เข้ามาวุ่นวายในชีวิตอีก แต่ทว่า… ค่าเทอมของน้องซัน ค่าเช่าห้อง และหนี้สินที่รออยู่ ทำให้ขาของเขาถูกตรึงเอาไว้กับพื้น
“ซะ… สวัสดีครับ ท่านประธาน” ข้าวพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ฝืนทำเหมือนว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงเจ้านายที่เพิ่งเคยพบกันครั้งแรก
ภูผาหรี่ตามองปฏิกิริยาของคนตัวเล็ก ความรู้สึกผิดที่เคยซ่อนไว้ลึกๆ ในใจถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เคยลืมข้าว แต่ในตอนนั้นเขาเด็กเกินไปและถูกครอบครัวบังคับให้บินไปต่างประเทศทันทีในเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว และเขาจะไม่ยอมปล่อยให้ข้าวหายไปจากชีวิตเขาอีก
“ไม่ต้องสัมภาษณ์แล้ว…” ภูผาเอ่ยเสียงเรียบพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าข้าว “ฉันรับนายเข้าทำงาน เริ่มงานได้พรุ่งนี้เลย”
“พ… พรุ่งนี้เลยเหรอครับ?” ข้าวเบิกตากว้าง ทั้งตกใจและหวาดหวั่น
“ใช่ หรือว่านายมีปัญหาอะไร?” ภูผาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นระริกของอีกฝ่าย
“ผม… ผมคิดว่าผมคงไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ขอตัวก่อนนะครับ” ข้าวตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น เขาทำงานที่นี่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าต้องเจอหน้าภูผาทุกวัน ความลับเรื่องลูกจะต้องแตกเข้าสักวัน ร่างบางหมุนตัวเตรียมจะเปิดประตูหนี
หมับ!
มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางอย่างรวดเร็วและออกแรงดึงเพียงนิดเดียว ร่างของข้าวก็ถลาเข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของภูผา
“เพิ่งได้งานเมื่อกี้ จะรีบหนีไปไหนล่ะข้าว… เรายังมีเรื่องต้อง ‘คุย’ กันอีกยาวเลยนะ”
ตอนที่ 2 ความลับที่ซ่อนไว้
“ปล่อยผมนะครับคุณภูผา!” ข้าวสะบัดแขนอย่างแรงจนหลุดจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย เขาถอยกรูดไปจนชิดบานประตู หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
ภูผามองข้อมือบางที่ขึ้นรอยแดงจางๆ จากแรงบีบของเขาด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ฉันแค่จะบอกว่า ตำแหน่งนี้ให้เงินเดือนสูงกว่าที่นายขอไว้ถึงสองเท่า แล้วก็… มีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลให้คนในครอบครัวได้ด้วย”
ข้อเสนอของภูผาทำให้ข้าวชะงักไป สวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาล… น้องซันป่วยบ่อยตั้งแต่เด็ก และค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งก็ทำให้เขาต้องหมุนเงินจนหัวหมุน หากเขาได้งานนี้ ชีวิตของลูกจะดีขึ้นมาก แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันกับภูผาอีกครั้ง
“ว่ายังไงล่ะ จะหนีไปทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลองพยายามเลยเหรอ?” ภูผาท้าทาย เขาพอจะรู้มาบ้างว่าชีวิตของข้าวไม่ได้ราบรื่นนักจากประวัติที่กรอกไว้ในใบสมัคร แต่เขาไม่รู้ว่าข้าวมี ‘ลูก’ แล้ว
ข้าวเม้มปากแน่น ความเป็นแม่ที่อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีเอาชนะความกลัวในใจ “ก็ได้ครับ ผมจะทำ”
“ดีมาก พรุ่งนี้แปดโมงเช้าเจอกัน” ภูผายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
วันแรกของการทำงานในฐานะผู้ช่วยเลขาฯ ของประธานบริษัทเริ่มต้นขึ้นอย่างทุลักทุเล ข้าวต้องเรียนรู้งานมากมายจากคุณเลขาฯ รุ่นพี่ และต้องคอยหลบสายตาคมกริบของภูผาที่มักจะลอบมองมาเสมอ
ช่วงพักเที่ยง ข้าวรีบโทรหาน้องซันเหมือนทุกวัน
“ซันกินข้าวหรือยังลูก หม่าม้าคิดถึงจังเลย” เสียงของข้าวอ่อนโยนลงทันทีที่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของลูกชาย
(กินแล้วค้าบ คุณยายทำไข่พะโล้ของโปรดซันด้วย หม่าม้าทำงานเหนื่อยมั้ยค้าบ)
“ไม่เหนื่อยเลยครับ เพื่อซันหม่าม้าสู้ตายอยู่แล้ว ตอนเย็นเดี๋ยวหม่าม้าซื้อขนมไปฝากนะ”
ข้าวคุยกับลูกอีกพักใหญ่ก่อนจะวางสาย โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนยืนแอบฟังอยู่เงียบๆ ที่มุมทางเดิน ภูผาขมวดคิ้วมุ่น ‘หม่าม้า’ งั้นเหรอ? ข้าวมีลูกแล้ว? กับใคร? ความรู้สึกหงุดหงิดและปวดหนึบในอกตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาให้คนไปสืบประวัติของข้าวมาเพิ่มเติม และพบความจริงที่ทำให้เขาแทบล้มทั้งยืน
เด็กคนนั้นอายุ 5 ขวบ…
ระยะเวลามันช่างพอดีกับตอนที่เขามีอะไรกับข้าวเมื่อหกปีก่อน
เย็นวันนั้น หลังจากที่พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ภูผาเรียกข้าวเข้าไปในห้องทำงาน
“ท่านประธานมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ?” ข้าวถามด้วยท่าทีห่างเหิน
“เด็กคนนั้น… ลูกของนายเหรอ?” ภูผาถามโพล่งขึ้นมาตรงๆ ดวงตาคมจ้องเขม็งไปที่ร่างบาง
ข้าวสะดุ้งสุดตัว มือสองข้างกำเข้าหากันแน่น “ค… คุณพูดเรื่องอะไรครับ”
“ฉันไปสืบมาหมดแล้วข้าว นายมีลูกชายอายุ 5 ขวบ” ภูผาสืบเท้าเข้าไปใกล้ บีบบังคับให้ข้าวต้องถอยหลังไปจนชนกับโต๊ะทำงาน “บอกฉันมาตามตรง… เด็กคนนั้นเป็นลูกของใคร?”
“ลูกของผม! เขาเป็นลูกของผมคนเดียว!” ข้าวตะโกนตอบ น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้รื้นขึ้นมาที่ขอบตา “เขาไม่เกี่ยวกับคุณ!”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง ในเมื่อหกปีที่แล้วนายมีแค่ฉัน!” ภูผาตวาดกลับ เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งรู้สึกผิด และ… ดีใจ
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมีแค่คุณ!” ข้าวสวนกลับ พยายามจะผลักอกแกร่งออกไป “ตอนนั้นคุณทิ้งผมไป! คุณไม่เคยกลับมาเหลียวแลผมเลยด้วยซ้ำ! แล้วตอนนี้คุณจะมาเอาอะไรจากผมอีก!”
คำพูดของข้าวเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจภูผา เขาเห็นน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเนียนของคนตรงหน้า ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ
“ข้าว… ฉัน…” ภูผายื่นมือออกไปหมายจะเช็ดน้ำตาให้ แต่ข้าวเบือนหน้าหนี
“ผมจะลาออก” ข้าวพูดเสียงเด็ดขาด “ผมไม่ทำแล้วงานนี้”
“ไม่ได้! ฉันไม่อนุญาต!” ภูผาสวนขึ้นทันควัน แววตาของเขากลับมาดุดันอีกครั้ง “ถ้านายลาออก ฉันจะไปหาลูกนายที่โรงเรียน ฉันจะบอกเขาทุกอย่าง!”
“คุณภูผา! คุณมันบ้าไปแล้ว!” ข้าวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าภูผาจะกล้าขู่เขาแบบนี้
“ใช่ ฉันมันบ้า บ้าที่ทิ้งนายไป บ้าที่เพิ่งมารู้ความจริงเอาป่านนี้” ภูผาก้าวเข้ามาประชิดตัวข้าวอีกครั้ง คราวนี้เขารวบร่างบางเข้ามากอดไว้แน่น “ฉันขอโทษข้าว… ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง ให้โอกาสฉันได้แก้ไขมันนะ ให้ฉันได้ดูแลนายกับลูกเถอะนะ”
ข้าวพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ท่อนแขนแกร่งก็รัดเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก น้ำตาของข้าวไหลรินลงมาไม่ขาดสาย เขาเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว แต่เขาจะไว้ใจผู้ชายคนนี้ได้อีกครั้งจริงๆ งั้นเหรอ? ผู้ชายที่เคยทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี…
ตอนที่ 3 กำแพงในหัวใจ
“ปล่อย…” เสียงของข้าวสั่นเครือและอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง กำปั้นเล็กๆ ทุบลงบนหลังของคนที่กอดเขาเอาไว้ ทว่าเรี่ยวแรงที่มีกลับถดถอยลงเรื่อยๆ ตามความเหนื่อยล้าทางจิตใจ
“ไม่ปล่อย จนกว่านายจะสัญญาว่าจะไม่หนีฉันไปไหนอีก” ภูผากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ซึมซับความสั่นเทาของร่างบางที่เขาทอดทิ้งไปถึงหกปีเต็ม ความเปียกชื้นที่ซึมผ่านเสื้อเชิ้ตเข้ามาถึงผิวเนื้อ ทำให้เขารู้ว่าคนในอ้อมแขนกำลังร้องไห้อย่างหนัก
ข้าวสะอื้นจนตัวโยน ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดห้าปีเพื่อปกป้องลูกพังทลายลงเพียงเพราะอ้อมกอดของผู้ชายที่สร้างบาดแผลลึกที่สุดในชีวิต “คุณคิดว่าคำขอโทษคำเดียวมันจะลบล้างความลำบากทั้งหมดที่ผมเจอมาได้เหรอ คุณรู้มั้ยว่าตอนที่ผมรู้ว่าท้องผมกลัวแค่ไหน ตอนที่ซันป่วยหนักจนผมต้องบากหน้าไปกู้เงินคนอื่นคุณอยู่ที่ไหน!”
คำพูดของข้าวเหมือนเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจของภูผา ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างปวดร้าว เขายอมรับผิดทุกอย่างโดยไม่มีข้อแก้ตัว
“ฉันรู้ว่าฉันมันเลว ฉันไม่ได้ขอให้นายยกโทษให้ฉันเดี๋ยวนี้ข้าว…” ภูผาดันร่างบางออกช้าๆ มือหนายกขึ้นเช็ดน้ำตาออกจากพวงแก้มใสอย่างเบามือและทะนุถนอม “แต่ขอร้องล่ะ ให้โอกาสฉันได้ทำหน้าที่พ่อ ให้ฉันได้ชดเชยเวลาที่หายไป… อย่าพรากฉันจากลูกเลยนะ”
ดวงตาคมที่เคยดุดันและเย่อหยิ่ง บัดนี้มีเพียงความเว้าวอนและหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ ข้าวชะงักไป เขากัดริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ ลึกๆ แล้วซันมักจะถามหา ‘คุณพ่อ’ เสมอเมื่อเห็นเพื่อนที่โรงเรียนมีพ่อมารับมาส่ง แม้ข้าวจะพยายามเติมเต็มความรักให้ลูกมากแค่ไหน แต่เขาก็รู้ดีว่าซันโหยหาความอบอุ่นจากครอบครัวที่สมบูรณ์
“ถ้าคุณอยากจะชดเชยจริงๆ… คุณต้องห้ามบอกซันว่าคุณเป็นใคร จนกว่าผมจะอนุญาต” ข้าวยื่นคำขาด แววตากลับมาเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง “ถ้าคุณตุกติก หรือทำให้ลูกผมเสียใจ ผมจะพาลูกหนีไปในที่ที่คุณจะไม่มีวันหาเจออีกตลอดชีวิต”
ภูผาระบายยิ้มบางๆ ออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยข้าวก็ยอมเปิดประตูบานเล็กๆ ให้เขาแล้ว “ฉันสัญญา ฉันจะทำตามที่นายต้องการทุกอย่าง”
เย็นวันต่อมา รถยุโรปคันหรูมาจอดเทียบที่หน้าโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แห่งหนึ่ง ข้าวก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกอึดอัด เพราะหลังจากตกลงกันเมื่อวาน ท่านประธานบริษัทก็ทำตัวติดเขายิ่งกว่าเงา อาสา(แกมบังคับ) ขับรถมารับมาส่งเขาถึงที่ทำงาน และยืนกรานว่าจะมารับน้องซันด้วยกัน
“หม่าม้า!”
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นพร้อมกับร่างกลมป้อมที่สะพายกระเป๋าลายการ์ตูนวิ่งดุ๊กดิ๊กตรงเข้ามาหา ข้าวย่อตัวลงอ้าแขนรับลูกชายตัวน้อยเข้าสู่อ้อมกอด
“วันนี้เป็นเด็กดีมั้ยครับ หื้ม?” ข้าวหอมหัวลูกชายอย่างแสนรัก
“ซันเป็นเด็กดี ซันได้ดาวเด็กดีด้วย!” เด็กชายยิ้มกว้างโชว์ฟันซี่เล็ก ก่อนที่ดวงตากลมโตจะหันไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังหม่าม้าของตน “หม่าม้า… คุณลุงคนนี้คือใครฮะ ตัวสูงจังเลย”
ภูผายืนนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูกชายสายเลือดของตัวเองชัดๆ หัวใจของเขาก็พองโตจนคับอก โครงหน้าของเด็กน้อยถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน แต่กลับมีดวงตากลมโตและรอยยิ้มที่สดใสเหมือนข้าว ภูผารู้สึกขอบตาร้อนผ่าว เขาอยากจะพุ่งเข้าไปกอดร่างเล็กๆ นั้นให้สมกับความคิดถึงและรู้สึกผิด แต่ก็ต้องหักห้ามใจเอาไว้เมื่อนึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับข้าว
“เอ่อ… นี่เจ้านายของหม่าม้าเองครับ เรียกว่า… คุณลุงภูผาก็ได้” ข้าวแนะนำด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย
“สวัสดีฮะ คุณลุงภูผา” น้องซันยกมือไหว้พร้อมกับก้มหัวปลกๆ อย่างน่าเอ็นดู
ภูผารีบย่อตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย เขาส่งยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตไปให้ “สวัสดีครับน้องซัน ลุงซื้อขนมเค้กมาฝากด้วยนะ หม่าม้าบอกว่าซันชอบกินเค้กช็อกโกแลตใช่มั้ยครับ”
“โห! เค้กช็อกโกแลต! ซันชอบมากๆ เลยฮะ ขอบคุณคุณลุงภูผาใจดีฮะ!” เด็กน้อยตาเป็นประกาย รับกล่องขนมมาถือไว้แน่นและยิ้มกว้างจนตาหยี
ภูผามองภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจ มือหนาค่อยๆ เอื้อมไปลูบกลุ่มผมนุ่มของลูกชายอย่างเบามือ “ถ้าซันชอบ ไว้ลุงจะซื้อมาฝากบ่อยๆ ดีไหมครับ?”
“ดีฮะ!”
ข้าวลอบมองรอยยิ้มกว้างของภูผาและการกระทำที่อ่อนโยนนั้นด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก กำแพงน้ำแข็งในใจที่เคยสูงชันราวกับมีรอยร้าวเล็กๆ เกิดขึ้น แต่เขาก็รีบเตือนตัวเองในใจว่า คนตรงหน้าเคยใจร้ายกับเขามากแค่ไหน หกปีที่ผ่านมามันเจ็บปวดเกินกว่าที่เขาจะยอมใจอ่อนเพียงเพราะเค้กช็อกโกแลตชิ้นเดียว
การเดินทางกลับบ้านในวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของน้องซันที่เล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ลุงใจดีฟัง ภูผาตอบรับและคอยถามคำถามลูกชายด้วยความใส่ใจตลอดทาง เป็นภาพครอบครัวเล็กๆ ที่ข้าวแอบใฝ่ฝันมาตลอด… แต่เขาจะกล้าฝากหัวใจที่เคยแหลกสลายดวงนี้ ไว้ในมือของผู้ชายคนนี้อีกครั้งจริงๆ หรือ?
ตอนที่ 4 ความจริงที่เปิดเผย
หลังจากวันนั้น ภูผาก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของข้าวและน้องซันอย่างแนบเนียน ทุกเช้าเขาจะมารับข้าวไปทำงาน และตอนเย็นก็จะไปรับน้องซันที่โรงเรียนพร้อมกัน บางวันก็พาไปกินข้าวหรือซื้อของเล่นชิ้นใหม่ให้ จนตอนนี้น้องซันติด ‘คุณลุงภูผาใจดี’ งอมแงม
ความสัมพันธ์ของข้าวและภูผาในที่ทำงานก็ดูจะราบรื่นขึ้น ภูผาไม่ได้ทำตัวลุ่มล่ามหรือใช้อำนาจกดดันข้าวเหมือนวันแรกๆ แต่เขาเลือกที่จะใช้ความใส่ใจดูแลในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แทน เช่น สั่งกาแฟร้านโปรดมาให้ จัดตารางงานไม่ให้ข้าวต้องเลิกดึกเกินไป หรือแม้กระทั่งแอบเอาหมอนอิงมาวางไว้ที่เก้าอี้ทำงานให้
ข้าวไม่ใช่ก้อนหินที่จะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ความโกรธเกลียดที่เคยมีเริ่มจางหายไปทีละน้อย ถูกแทนที่ด้วยความหวั่นไหวที่แอบซ่อนอยู่ลึกๆ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่กล้าก้าวข้ามกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาอยู่ดี
จนกระทั่งวันหนึ่ง… น้องซันเกิดล้มป่วยกะทันหันที่โรงเรียน
“ฮัลโหลครับคุณครู… อะไรนะครับ! ซันไข้ขึ้นสูงจนชักเหรอครับ! ผม… ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละครับ!”
ข้าววางสายด้วยมือที่สั่นเทา ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทันตาเห็น ร่างบางรีบคว้ากระเป๋าพุ่งตัวออกจากโต๊ะทำงาน แต่ความร้อนรนทำให้เขาสะดุดขาตัวเองจนเกือบล้มหน้าคะมำ โชคดีที่ท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนคว้าเอวเขาไว้ได้ทัน
“ข้าว! เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น?” ภูผาที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานถามด้วยความตกใจเมื่อเห็นน้ำตาที่เอ่อล้นสองแก้มของอีกฝ่าย
“คุณภูผา… ฮึก… ซัน… ซันชักครับครูบอกว่าไข้สูงมาก ตอนนี้กำลังไปโรงพยาบาล…” ข้าวละล่ำละลักบอก เสียงสะอื้นแทบจะกลบคำพูดไปหมด
“ใจเย็นๆ ข้าว ไม่เป็นไรนะ ฉันจะพาไปเอง มากับฉัน”
ภูผาไม่รอช้า เขารวบร่างที่กำลังสั่นเทาของข้าวเข้ามาประคองไว้แน่น ก่อนจะกึ่งจูงกึ่งลากพาอีกฝ่ายลงไปที่ลานจอดรถและเหยียบคันเร่งพุ่งตรงไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
ตลอดทาง ข้าวเอาแต่ร้องไห้และโทษตัวเองที่ไม่ดูแลลูกให้ดี ภูผาทำได้เพียงกุมมือบางที่เย็นเฉียบไว้แน่นๆ คอยพูดปลอบโยนให้กำลังใจ แม้ในใจของเขาเองจะร้อนรุ่มราวกับถูกไฟสุมไม่ต่างกัน
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล น้องซันถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินไปแล้ว ข้าวทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องอย่างหมดสภาพ ภูผาดึงร่างบางเข้ามากอดปลอบ ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านอย่างแผ่วเบา
“ซันต้องไม่เป็นอะไรข้าว… ลูกของเราต้องปลอดภัย” ภูผากระซิบข้างหู น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นและมั่นคงทำให้ข้าวรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
“ลูก… ของเรา…” ข้าวพึมพำ ทวนคำพูดของอีกฝ่าย
“ใช่ ลูกของเรา… ฉันคือพ่อของซัน และฉันจะไม่ยอมให้ลูกเป็นอะไรเด็ดขาด” ภูผาย้ำอีกครั้ง ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของข้าว “ขอร้องล่ะข้าว… อย่าผลักไสฉันอีกเลย ให้ฉันได้ดูแลนายกับลูกในฐานะ ‘พ่อ’ เถอะนะ”
ข้าวชะงักไป เขามองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและจริงใจของผู้ชายตรงหน้า ความโกรธเคืองและความกลัวที่เคยมี… จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาลึกๆ ในใจที่โหยหาความอบอุ่นและที่พึ่งพิง
ในที่สุด… กำแพงน้ำแข็งที่หนาเตอะก็พังทลายลง ข้าวซบหน้าลงกับอกแกร่ง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
“ฮึก… อย่าทิ้งพวกเราไปอีกนะ… สัญญามาสิ… ว่าจะไม่ทิ้งพวกเราไปอีก…”
“ฉันสัญญาข้าว… ฉันสัญญาด้วยชีวิตของฉันเลย” ภูผากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น น้ำตาแห่งความโล่งใจและดีใจไหลรินลงมาอาบแก้ม
หลังจากวันนั้น น้องซันก็หายป่วยเป็นปกติ และความลับเรื่อง ‘พ่อ’ ของน้องซันก็ถูกเปิดเผยในที่สุด
“คุณลุงภูผา… คือคุณพ่อของซันเหรอฮะ?” เด็กชายตาโตเมื่อได้ยินหม่าม้าบอกความจริง
“ใช่แล้วครับ… พ่อขอโทษนะที่ปล่อยให้ซันกับหม่าม้าต้องรอนาน ต่อไปนี้พ่อจะอยู่กับซันและหม่าม้าตลอดไปเลย ซันจะยอมรับพ่อมั้ยครับ?” ภูผายิ้มบางๆ ลุ้นกับคำตอบของลูกชาย
น้องซันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างและโผเข้ากอดคอภูผาแน่น “ยอมฮะ! ซันอยากมีคุณพ่อใจดีแบบคุณลุงภูผาที่สุดเลย!”
ภูผากอดตอบลูกชายด้วยความรักเต็มหัวใจ เขามองข้ามไหล่เล็กๆ ไปสบตากับข้าวที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ไม่ไกล… รอยยิ้มที่สดใสและงดงามที่สุดในโลกสำหรับเขา
ตอนที่ 5 คำสัญญาตลอดไป
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวสะอาดตา ร่างบางของข้าวขยับตัวเล็กน้อยเมื่อแสงนั้นแยงตา แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้นไปไหน วงแขนแกร่งที่คุ้นเคยก็กระชับกอดจากทางด้านหลัง ดึงร่างของเขาให้จมลึกลงไปในอกกว้างที่แสนอบอุ่น
“อรุณสวัสดิ์ครับ… หม่าม้าของซัน” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบที่ข้างหู ตามด้วยริมฝีปากอุ่นที่กดจูบลงบนลาดไหล่เนียน
ข้าวหัวเราะเบาๆ พลิกตัวกลับไปเผชิญหน้ากับประธานบริษัทหนุ่มที่ตอนนี้กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัวของเขาอย่างเต็มตัวแล้ว “สายแล้วนะครับคุณพ่อ วันนี้สัญญากับลูกไว้ไม่ใช่เหรอว่าจะพาไปสวนสนุก”
“ขอเวลาชาร์จพลังอีกห้านาทีสิครับ เมื่อคืนกว่าเด็กดื้อจะยอมนอน พ่อก็เหนื่อยแทบแย่” ภูผาทำหน้างอแงผิดกับภาพลักษณ์เจ้านายจอมเนี้ยบที่บริษัทลิบลับ ก่อนจะรวบเอวบางเข้ามากอดแน่นขึ้น
ตั้งแต่ความลับเรื่องครอบครัวเปิดเผย ภูผาก็จัดการย้ายข้าวและน้องซันเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์หรูของเขาทันที แม้ตอนแรกข้าวจะคัดค้านเพราะเกรงใจและกลัวคำครหาที่บริษัท แต่ภูผาก็จัดการปราบเสียงซุบซิบเหล่านั้นด้วยการประกาศกลางที่ประชุมว่าข้าวคือคนรักของเขา และน้องซันคือทายาทเพียงคนเดียวของบริษัท ทำให้ทุกอย่างราบรื่นและไม่มีใครกล้าแตะต้องข้าวอีก
“คุณพ่อ! หม่าม้า! ตื่นหรือยังฮะ ซันพร้อมแล้วนะ!” เสียงเคาะประตูพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยห้าขวบดังขึ้นขัดจังหวะหวานของทั้งคู่
ภูผาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยิ้มออกมา “ครับๆ พ่อกับหม่าม้าตื่นแล้วครับคนเก่ง”
บรรยากาศในรถระหว่างทางไปสวนสนุกเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ น้องซันดูมีความสุขมากกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา การมี ‘คุณพ่อ’ เข้ามาเติมเต็มในชีวิต ทำให้เด็กน้อยที่เคยมองครอบครัวคนอื่นด้วยสายตาละห้อย กลายเป็นเด็กที่สดใสและช่างพูดช่างเจรจาขึ้นมาก ข้าวมองภาพลูกชายที่นั่งเล่านิทานให้ภูผาฟังเจื้อยแจ้วจากกระจกมองหลังด้วยรอยยิ้มบางๆ ความเหน็ดเหนื่อยและความเจ็บปวดตลอดหกปีที่ผ่านมามลายหายไปจนสิ้น ราวกับว่ามันเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น
หลังจากใช้เวลาตะลุยเครื่องเล่นจนหมดพลังงานไปครึ่งค่อนวัน ภูผาก็พาทั้งสองคนมานั่งพักรับลมทะเลที่ร้านอาหารริมหาดในช่วงเย็น แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าสาดส่องผืนน้ำเป็นประกายสีส้มทอง น้องซันหลับปุ๋ยไปแล้วบนโซฟาตัวกว้าง ปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนได้มีเวลาส่วนตัว
ภูผาเอื้อมมือไปกุมมือบางของข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหลังมือเนียนเบาๆ “เหนื่อยมั้ยข้าว?”
“ไม่เหนื่อยเลยครับ เห็นซันมีความสุข ผมก็มีความสุข” ข้าวยิ้มตอบ สบตาคมที่มองมาด้วยความรักอันเปี่ยมล้น
“ข้าว…” ภูผาเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาวางบนโต๊ะ “ฉันรู้ว่าเวลาหกปีที่ฉันทำหล่นหายไป มันเป็นช่วงเวลาที่นายต้องลำบากและโดดเดี่ยวที่สุด ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้…”
ข้าวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
“แต่ฉันอยากจะขอใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ต่อจากนี้… ชดเชยให้ความรักของเรา” ภูผาเปิดกล่องกำมะหยี่ออก เผยให้เห็นแหวนทองคำขาวเรียบหรูสองวงที่สลักชื่อของพวกเขาทั้งคู่เอาไว้ด้านใน “ให้เกียรติมาเป็นคู่ชีวิตของฉัน เป็นครอบครัวเดียวกันตลอดไป… ได้ไหมครับ?”
น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินลงมาอาบสองแก้ม ข้าวพยักหน้ารัวๆ โดยไม่ต้องหยุดคิด “ครับ… ผมตกลง”
ภูผาระบายยิ้มกว้างจนถึงดวงตา เขาบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของข้าวอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยกมือนั้นขึ้นมาประทับจูบซึมซับคำสัญญา ข้าวเองก็หยิบแหวนอีกวงมาสวมให้กับภูผาเช่นกัน
“ขอบคุณนะข้าว ขอบคุณที่รอ และขอบคุณที่ให้โอกาสผู้ชายห่วยๆ คนนี้ได้แก้ตัว” ภูผารวบร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก คางแกร่งเกยอยู่บนกลุ่มผมนุ่ม
“อย่าทิ้งผมกับลูกไปไหนอีกก็พอครับ” ข้าวกอดตอบ ซึมซับความอบอุ่นที่เขาโหยหามาตลอด
“ไม่มีวัน ฉันจะจับมือนายกับลูกไว้ให้แน่นที่สุด ต่อให้ตายก็จะไม่ยอมปล่อยอีกแล้ว”
แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปพร้อมกับบทสรุปของความรักที่เคยหลงทาง แม้ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขาจะเต็มไปด้วยรอยน้ำตาและความผิดพลาด แม้ว่าพวกเขาจะเกือบต้องคลาดกันไปตลอดกาล แต่ในวันนี้… ในวินาทีนี้ โชคชะตาก็ได้นำพาสองหัวใจที่ผูกพันกันด้วยสายใยแห่งรักและเลือดเนื้อเชื้อไข ให้กลับมาหลอมรวมเป็น ‘ครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และมันจะเป็นเช่นนี้… ตลอดไป
อวสาน
ตอนพิเศษ
เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสงบสุขในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง กลิ่นหอมกรุ่นของแพนเค้กและเนยสดลอยอบอวลไปทั่วบริเวณห้องครัวแบบเปิด ร่างบางของ ‘ข้าว’ ในชุดผ้ากันเปื้อนสีพาสเทลกำลังง่วนอยู่กับการทอดแพนเค้กแผ่นกลมโตลงบนกระทะ โดยมีวงแขนแกร่งของ ‘ภูผา’ สอดเข้ามากอดรัดรอบเอวบางเอาไว้หลวมๆ จากทางด้านหลัง
“คุณภูผา ปล่อยก่อนครับ ผมทอดแพนเค้กไม่ถนัด” ข้าวเอ็ดคนตัวโตเบาๆ แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“วันหยุดทั้งที ขอพ่อกอดหม่าม้าให้ชื่นใจหน่อยไม่ได้หรือไงครับ หืม?” ภูผาไม่พูดเปล่า แต่กลับฝังจมูกโด่งสันลงบนลาดไหล่เนียน สูดดมความหอมจากสบู่กลิ่นโปรดที่เขาเป็นคนเลือกให้ข้าวด้วยตัวเอง
ตั้งแต่แต่งงานและย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทางการ ท่านประธานบริษัทที่เคยทำหน้าขรึมตึงใส่พนักงานก็เปลี่ยนโหมดกลายเป็นคนคลั่งรักและติดภรรยาแจจนข้าวเองยังแอบหมั่นไส้
“เดี๋ยวซันตื่นมาเห็นก็โดนล้ออีกหรอกครับ ลูกยิ่งชอบแซวคุณพ่ออยู่ด้วยว่าตัวติดหม่าม้าเป็นตังเม” ข้าวหัวเราะคิกคัก พลิกแพนเค้กแผ่นสุดท้ายใส่จานแล้วปิดเตา
“ให้ลูกรู้สิครับว่าพ่อรักหม่าม้ามากแค่ไหน” ภูผายอมคลายอ้อมกอดออก แต่ก็ยังจับไหล่บางให้หันมาเผชิญหน้า ก่อนจะประทับจูบเบาๆ ลงบนหน้าผากมน “มอร์นิ่งคิสครับที่รัก”
“อรุณสวัสดิ์ครับ” ข้าวยิ้มหวานจนตาหยี
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมเล็กๆ ดังขึ้นจากทางเดินเข้าครัว ทำเอาผู้ใหญ่สองคนสะดุ้งผละออกจากกันแทบไม่ทัน ร่างกลมป้อมของ ‘น้องซัน’ ในชุดนอนลายหมีพูห์กำลังยืนกอดตุ๊กตาหมีตัวโปรด หรี่ตากลมโตมองคุณพ่อกับหม่าม้าสลับกันด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ถอดแบบมาจากภูผาไม่มีผิดเพี้ยน
“ซันเห็นนะฮะ คุณพ่อแอบจุ๊บหม่าม้าแต่เช้าเลย” เด็กชายวัยหกขวบเอ่ยแซวเสียงใส ก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาข้าวแล้วชูแขนขึ้น “ซันขอมอร์นิ่งคิสบ้างฮะหม่าม้า!”
“มาเลยครับคนเก่งของหม่าม้า” ข้าวย่อตัวลงอุ้มลูกชายตัวน้อยขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ “ฟอดดด! หอมจังเลย วันนี้อยากกินแพนเค้กใส่น้ำผึ้งหรือช็อกโกแลตดีครับ?”
“ช็อกโกแลตฮะ! ใส่กล้วยด้วยนะฮะหม่าม้า” ซันตอบเสียงดังฟังชัด
“ได้เลยครับ ไปนั่งรอที่โต๊ะกับคุณพ่อเลยนะ”
ภูผารับช่วงต่ออุ้มลูกชายไปนั่งประจำที่บนเก้าอี้ทานข้าวเด็ก ก่อนจะนั่งลงข้างๆ แล้วยีกลุ่มผมนุ่มของลูกชายด้วยความมันเขี้ยว “หม่าม้าเรานี่ทำกับข้าวอร่อยที่สุดในโลกเลยเนอะซัน”
“ใช่ฮะ! อร่อยที่สุดเลย!” ซันพยักหน้ารับหงึกหงัก สนับสนุนคำพูดของคุณพ่ออย่างเต็มที่
มื้ออาหารเช้าดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ภูผาคอยเช็ดคราบช็อกโกแลตที่เลอะมุมปากให้ลูกชาย สลับกับตักผลไม้ป้อนให้ข้าว เป็นภาพครอบครัวที่แสนธรรมดาแต่กลับเติมเต็มช่องโหว่ในหัวใจของข้าวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จ ซันก็วิ่งไปหยิบสมุดวาดเขียนและสีเทียนมานั่งวาดรูปเล่นอยู่ที่ห้องนั่งเล่น โดยมีภูผาและข้าวนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาตัวยาวใกล้ๆ
“คุณพ่อฮะ หม่าม้าฮะ ซันวาดเสร็จแล้ว!” เด็กน้อยชูผลงานศิลปะฝีมือตัวเองขึ้นมาอวด
ในกระดาษเป็นรูปวาดก้างปลาที่มีคนตัวใหญ่สุดยืนอยู่ตรงกลาง (ซึ่งคาดว่าเป็นภูผา) มีคนตัวเล็กกว่ายืนอยู่ข้างซ้าย (น่าจะเป็นข้าว) และมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ยืนจับมืออยู่ข้างขวา… แต่ที่น่าแปลกใจคือ ตรงกลางระหว่างข้าวและน้องซัน มีเด็กตัวเล็กจิ๋วอีกคนถูกวาดเอาไว้ด้วย
“โห ซันวาดสวยจังเลยครับ” ข้าวเอ่ยชมพลางรับกระดาษมาดูใกล้ๆ “แต่เอ๊ะ… คนตัวจิ๋วๆ ตรงนี้คือใครเหรอครับลูก?”
ซันยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “ก็น้องของซันไงฮะ! เพื่อนที่โรงเรียนบอกว่า ถ้าคุณพ่อกับหม่าม้ารักกันมากๆ เดี๋ยวก็จะมีน้องตัวเล็กๆ มาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนซัน ซันอยากมีน้องฮะหม่าม้า!”
คำตอบของลูกชายทำเอาข้าวชะงัก ใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้จนต้องก้มหน้างุด ซ่อนความเขินอาย ในขณะที่ภูผากลับหัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบใจ
“ลูกพูดถูกแล้วครับหม่าม้า” ภูผาขยับเข้าไปใกล้คนตัวเล็ก วาดแขนโอบไหล่บางเอาไว้ “ซันก็โตพอที่จะดูแลน้องได้แล้วด้วย หม่าม้าว่าไงครับ… เราจะมีน้องให้ซันดีไหม?”
“ค… คุณภูผา! พูดอะไรให้ลูกฟังเนี่ย” ข้าวหันไปถลึงตาใส่สามีตัวโตที่เอาแต่ส่งสายตาแพรวพราวมาให้
“ซันอยากมีน้องจริงๆ นะฮะหม่าม้า ซันจะแบ่งขนมให้น้องกิน จะสอนน้องวาดรูปด้วย” เด็กน้อยเดินเข้ามากระตุกชายเสื้อข้าว แววตากลมโตเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เจอสายตาออดอ้อนของลูกชาย (และสายตารอคอยของสามี) เข้าไป ข้าวก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความพ่ายแพ้ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขาดึงน้องซันเข้ามากอดไว้หลวมๆ
“ถ้าซันสัญญาว่าจะเป็นพี่ชายที่แสนดี หม่าม้าก็จะลองคิดดู… ดีไหมครับ?”
“เย้!! ซันจะมีน้องแล้ว! คุณพ่อฮะ หม่าม้าใจดีที่สุดเลย!” ซันกระโดดดีใจไปรอบห้อง ทำเอาภูผาต้องรีบคว้าตัวมากอดฟัดด้วยความเอ็นดู
ภูผาช้อนสายตามองภรรยาตัวน้อยที่นั่งหน้าแดงระเรื่ออยู่บนโซฟา แววตาคมกริบที่เคยมองโลกด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้มีเพียงความรักและความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง… ขอบคุณโชคชะตาที่เหวี่ยงผู้ชายคนนี้กลับเข้ามาในชีวิต ขอบคุณความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้เขาได้รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ครอบครัว’
และเหนือสิ่งอื่นใด… ขอบคุณหัวใจของข้าว ที่ยอมให้โอกาสเขาได้รักและถูกรักอีกครั้ง
“เตรียมตัวเหนื่อยเลี้ยงลูกอีกคนได้เลยนะครับ… หม่าม้า” ภูผากระซิบคำหวานให้ได้ยินกันแค่สองคน
ข้าวไม่ได้ตอบอะไร ทำเพียงแค่ซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้าง ปล่อยให้รอยยิ้มแห่งความสุขเบ่งบานในหัวใจ… เพราะไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะวุ่นวายแค่ไหน ขอแค่มีสองคนนี้อยู่เคียงข้าง โลกของเขาก็สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว