Skip to content
Novel Sanook

Novel Sanook

ทุกเรื่องราวคือความสนุกที่ไม่มีวันจบ Where Every story Meets Fun

จังหวะรักหน้าฮ้าน

Posted on 13 มกราคม 202613 มกราคม 2026 By ไมเลอร์ ไม่มีความเห็น บน จังหวะรักหน้าฮ้าน
Post Views: 253

คำโปรย

“หน้าฮ้านคือรันเวย์ ส่วนพระเอกบนเวทีคือ… ว่าที่สามีในอนาคต!”

เมื่อ ‘ปอนด์’ หนุ่มไทบ้านขาแดนซ์ผู้ยึดคติ “เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ เน้นเต้นเอาโล่” ตกหลุมรัก ‘พี่สิงหา’ พระเอกหมอลำรูปหล่อเบอร์หนึ่งแห่งคณะสิงหาพาเพลิน ปฏิบัติการรุกหนักหยอดวันละนิด จิตแจ่มใสจึงเริ่มต้นขึ้น!

จากแฟนคลับตัวยงที่หอบส้มตำปลาร้านัวๆ ไปส่งหลังเวที สู่คนดูแลส่วนตัวที่คอยซับเหงื่อและเติมกำลังใจให้ในวันที่แสงไฟหม่นลง ท่ามกลางเสียงพิณ เสียงแคน และแรงกดดันจากคนรอบข้าง หนุ่มหน้าฮ้านอย่างเขาจะคว้าหัวใจเทวดาบนเวทีมาครองได้จริงหรือ?

“พี่สิงหาครับ… ถ้าพี่ร้องเพลงรัก ผมก็พร้อมจะเป็นคนรัก แต่ถ้าพี่ร้องเพลงเหงา… ผมก็พร้อมจะเอาตัวเข้าแลกนะจ๊ะ!”

เตรียมพบกับนิยายวายสายม่วนจอย ที่จะทำให้คุณใจฟูไปกับความรักซื่อๆ แต่จริงใจ พร้อมบรรยากาศสุดคึกคักของวงการหมอลำที่คุณจะไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน

ตอนที่ 1 หน้าฮ้านคือรันเวย์

“นั่นไงมึง! พี่สิงหามาแล้ว! โอ๊ยยย หล่อจนใจจะขาด!”

เสียงของ ‘อีเจ๊เขียว’ เพื่อนสนิทรัดรูปในชุดลายเสือดาวดังกรอกหูผมแข่งกับเสียงกลองชุดที่รัวสนั่นจนพื้นดินสั่นสะเทือน ผมชื่อ ‘ปอนด์’ ครับ เป็นแค่หนุ่มไทบ้านธรรมดาที่กลางวันทำนาทำสวน แต่กลางคืน… ผมคือดาวเด่นหน้าฮ้านหมอลำ!

วันนี้คณะ “สิงหาพาเพลิน” มาทำการแสดงที่วัดแถวบ้าน มีหรือที่แก๊ง ‘นางฟ้าจำแลง’ ของพวกผมจะพลาด พวกเราจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ชนิดที่ว่าถ้าไฟสปอร์ตไลท์ส่องมาต้องเห็นพวกเราก่อนพระประธานในโบสถ์

แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่แค่มาเต้นเอาสนุก เพราะบนเวทีนั่น… คือ ‘พี่สิงหา’ พระเอกหมอลำเบอร์หนึ่งที่ผมตามจีบ (ในใจ) มาตลอดสามปี

พี่สิงหาเดินออกมาในชุดเพชรวิบวับอลังการ ร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มแบบชายไทยแท้ ยิ่งตอนที่เขาส่งยิ้มพิมพ์ใจพร้อมลูกคอเก้าชั้นร้องเพลงเปิดตัว ใจผมมันก็ละลายกลายเป็นน้ำปลาร้าต้มสุกไปเรียบร้อย

“พี่สิงหา! ทางนี้จ้า! เมียอยู่นี่!” ผมตะโกนสุดเสียงพลางชูพวงมาลัยธนบัตรสีเขียวที่พับเป็นรูปหัวใจอย่างประณีต

พี่สิงหากวาดสายตามาทางโซนหน้าฮ้านที่พวกผมยึดครองอยู่ แล้วเขาก็ชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นผมเต้นท่า ‘เด้าลม’ ผสม ‘เซิ้งกระติ๊บ’ อย่างเมามันส์ เขายิ้มมุมปากนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ผมรู้ดีว่าเขาจำผมได้… ก็แน่ล่ะ ผมตามไปดูเขาทุกจังหวัดที่มีรถแห่เข้าถึง!

“มึง ดูสิ! พี่สิงเขามองมาที่กู” เจ๊เขียวสะดิ้งใส่ผม

“หลงตัวเองมึงน่ะ เขาดูท่าเต้นอันทรงพลังของกูต่างหาก” ผมเถียงกลับ พร้อมกับเร่งเครื่องเต้นจังหวะสามช่าให้หนักกว่าเดิม

พอถึงช่วงพักเบรกเปลี่ยนฉาก ผมรีบมุดฝูงชนไปที่ข้างเวที ทหารคนสนิท (หรือที่คนแถวนี้เรียกว่าเด็กยกของ) จำหน้าผมได้ดีเพราะผมมักจะมีส้มตำหรือน้ำเย็นๆ มาฝากเสมอ

“พี่สิงหาครับ!” ผมเรียกเบาๆ เมื่อเห็นเขายืนเช็ดเหงื่ออยู่หลังฉาก

เขามองลงมาแล้วยิ้มเหนื่อยๆ “มาอีกแล้วเหรอเรา ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงเต้นตั้งแต่หัวค่ำ”

“เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ครับ แต่เหนื่อยใจเพราะคิดถึงพี่สิงนี่สิ… มันหนักกว่า” ผมส่งสายตาหวานเชื่อมพร้อมยื่นขวดน้ำเย็นเจี๊ยบให้

พี่สิงหาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ปากหวานนะเราน่ะ ไปเต้นต่อเถอะ เดี๋ยวพี่จะร้องเพลงช้าแล้ว อย่าลืมโยกตามล่ะ”

“ถ้าพี่ร้องเพลงรัก ผมก็พร้อมจะเป็นคนรักครับ!” ผมหยอดคำสุดท้ายก่อนจะวิ่งหน้าตั้งกลับไปหาแก๊งเพื่อน ทิ้งให้พระเอกหนุ่มยืนส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มขำๆ

ตอนที่ 2 มาลัยสื่อรัก

หลังจากคืนนั้นที่ผมหยอดคำหวานใส่พี่สิงหาจนตัวเองยังเขินจนม้วน เช้าวันต่อมาแก๊งนางฟ้าจำแลงของพวกผมก็มีภารกิจใหม่ คณะสิงหาพาเพลินยังปักหลักอยู่ที่วัดเดิมอีกหนึ่งคืน คราวนี้ผมไม่ได้มามือเปล่า แต่พก ‘อาวุธลับ’ มาด้วย

“อีปอนด์ มึงแน่ใจนะว่าพี่สิงเขาจะกินปลาร้าต่วงสูตรแม่มึงน่ะ?” เจ๊เขียวถามพลางมองถุงส้มตำในมือผมอย่างสงสัย

“ระดับพี่สิงหา คนติดดินแบบนั้นน่ะปลาร้าคือพลังงานหลักเว้ยมึง ดูสิ กล้ามเป็นมัดขนาดนั้นถ้าไม่กินส้มตำจะเอาแรงที่ไหนมาเอื้อนลูกคอ” ผมตอบอย่างมั่นใจ

พวกเราเดินอ้อมไปหลังเวทีที่เต็มไปด้วยรถบัสและเต็นท์นอนของชาวคณะ กลิ่นแป้ง กลิ่นเหงื่อ และเสียงซ้อมดนตรีดังปนเปกันไปหมด ผมเห็นพี่สิงหานั่งอยู่ตรงหน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บนลังไม้ เขากำลังแต่งหน้าแต้มเพชรเตรียมตัวสำหรับโชว์คืนนี้

“พี่สิงครับ… ยุ่งอยู่ไหมเอ่ย?” ผมโผล่หน้าเข้าไปหลังม่าน

พี่สิงหาเงยหน้าจากกระจก พอเห็นว่าเป็นผม ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมานิดหนึ่ง “อ้าว ปอนด์ มาซะเร็วเชียว วันนี้ไม่ไปจองที่หน้าฮ้านเหรอ?”

“จองแล้วครับ ให้พวกเจ๊เขียวเอาเสื่อไปปูไว้แล้ว แต่ผมกลัวพระเอกจะหิวซะก่อน เลยเอาส้มตำปูปลาร้ากับไก่ย่างวิเชียรฯ เจ้าดังมาฝากครับ”

ผมเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขาผสมกับกลิ่นแป้งแต่งหน้าทำเอาผมใจสั่น พี่สิงหารับถุงไปแล้วเปิดออก กลิ่นปลาร้าหอมนัวแตะจมูกจนเขาต้องกลืนน้ำลาย

“รู้ใจจริงๆ กำลังอยากกินอะไรแซ่บๆ อยู่พอดี มานั่งนี่มา กินด้วยกันไหม?”

เขากวักมือเรียกผมนั่งลงบนลังไม้ข้างๆ ผมนี่แทบจะลอยไปนั่งเลยครับ! ใครจะคิดว่าแฟนคลับตัวเล็กๆ จะได้มานั่งไหล่เบียดไหล่กับเจ้าชายหมอลำในตำนาน

ขณะที่พี่สิงหากำลังโซ้ยส้มตำอย่างเอร็ดอร่อย ผมก็นั่งจ้องเสี้ยวหน้าคมๆ ของเขาไม่วางตา

“พี่สิงครับ… ถามจริงๆ พี่ไม่รำคาญผมเหรอ ตามจีบเช้าจีบเย็นแบบนี้?”

พี่สิงหาหยุดเคี้ยว แล้วหันมามองผมด้วยสายตาอ่านยาก “ถ้าบอกว่ารำคาญ ปอนด์จะหยุดไหมล่ะ?”

“หยุดครับ…” ผมแกล้งทำหน้าเศร้า “หยุดจีบด้วยปาก แล้วเปลี่ยนมาจีบด้วยใจแทน”

“แคกๆ!” พี่สิงหาถึงกับสำลักไก่ย่าง ผมรีบลูบหลังให้เขาวนไปมา “เบาๆ ครับพี่สิง ผมยังไม่อยากเป็นหม้ายผัวหมอลำตั้งแต่วันนี้”

เขาส่ายหัวขำๆ พลางเช็ดปาก “เรานี่มันจริงๆ เลยนะ… ถามว่ารำคาญไหม ไม่หรอก พี่ชอบนะ เวลาอยู่บนเวทีแล้วมองลงมาเห็นปอนด์เต้น เห็นปอนด์ยิ้ม มันทำให้พี่รู้สึกว่าโชว์คืนนั้นมันมีค่าขึ้นมา”

ประโยคนี้ทำเอาผมหน้าร้อนวูบวาบยิ่งกว่ากินพริกสิบเม็ด พี่สิงหาเอื้อมมือมาขยี้หัวผมเบาๆ มือของเขาอุ่นและใหญ่จนใจผมสั่นรัว

ก่อนโชว์จะเริ่ม ผมหยิบมาลัยดอกมะลิสดออกมา “อันนี้ผมร้อยเองกับมือเลยนะพี่ ไม่สวยเท่ามาลัยเงินล้าน แต่กลิ่นหอมนานเหมือนความรักของผมที่มีให้พี่เลย”

พี่สิงหายิ้มกว้าง คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา เขาไม่ได้รับไปเฉยๆ แต่โน้มตัวลงมาให้ผมสวมให้

“ขอบใจนะปอนด์… คืนนี้คอยดูให้ดีล่ะ พี่มีเพลงพิเศษจะร้อง”

ผมเดินกลับไปที่หน้าฮ้านด้วยอาการเหมือนคนเดินบนเมฆ เจ๊เขียวกับเพื่อนๆ รุมซักถามใหญ่ว่าหายไปไหนมา แต่ผมไม่ตอบ ได้แต่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มรอเวลาไฟบนเวทีสว่างขึ้น

เมื่อเสียงพิณบรรเลง พี่สิงหาก้าวออกมา คราวนี้เขาไม่ได้มองไปทั่วทั้งงาน แต่สายตาของเขาจับจ้องมาที่ผม… เพียงคนเดียว

“เพลงนี้… มอบให้คนที่เอาส้มตำมาส่งหลังเวทีนะครับ” เขากล่าวออกไมค์ เสียงกรี๊ดดังสนั่นไปทั้งทุ่ง แต่หัวใจของผมกลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองที่ตะโกนชื่อเขาไม่หยุด

ตอนที่ 3 จากหน้าฮ้าน… สู่หลังม่านความลับ

“โอ๊ย! อีปอนด์ มึงจะไปไหนเนี่ย โชว์กำลังจะเข้าช่วงตลกเลยนะมึง!” เสียงเจ๊เขียวตะโกนไล่หลัง ขณะที่ผมรีบวิ่งหน้าตั้งฝ่าฝูงชนไปทางหลังเวที

ที่ผมต้องรีบขนาดนี้ เพราะเมื่อกี้ตาไวเห็นพี่สิงหาตอนเดินเข้าฉากไป เขามีอาการโงนเงนเหมือนจะล้ม แถมหน้ายังซีดกว่าแป้งที่โบ๊ะไว้อีก คนอย่างปอนด์มีหรือจะนิ่งเฉยได้ หัวใจมันพุ่งไปถึงหลังเวทีตั้งแต่วันที่เขาขยี้หัวผมแล้ว!

พอผมมุดผ่านม่านกั้นเข้าไป ก็เห็นภาพที่ทำเอาใจหายแวบ พี่สิงหานั่งฟุบอยู่บนลังไม้ มีพี่ทีมงานสองสามคนล้อมหน้าล้อมหลัง พัดลมตัวเล็กๆ พยายามเป่าลมใส่หน้าเขาที่โชกไปด้วยเหงื่อ

“พี่สิง! เป็นอะไรครับ!” ผมถลาเข้าไปคุกเข่าข้างๆ

“สงสัยความดันตกน่ะปอนด์ พี่สิงแกพักผ่อนน้อย เดินสายติดกันมาเจ็ดวันแล้ว” พี่ทีมงานบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เนี่ย เดี๋ยวต้องออกไปร้องอีกช่วงใหญ่ๆ จะไหวไหมก็ไม่รู้ คนดูแลแกก็ดันมาลาป่วยกระทันหันอีก”

“ผมดูแลเองครับ!” ผมโพล่งออกไปโดยไม่ต้องคิด “ผมรู้ว่าพี่สิงชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่ไปดูหน้าเวทีเถอะ เดี๋ยวทางนี้ผมจัดการเอง”

ผมรีบหยิบยาดมในกระเป๋าเสื้อ (ซึ่งพกไว้เผื่อตัวเองจะเป็นลมเวลาเห็นซิกแพ็กพี่สิง) มาจ่อที่จมูกโด่งๆ ของเขา พร้อมกับใช้ผ้าชุบน้ำเย็นค่อยๆ เช็ดตามลำคอและขมับ

ผ่านไปครู่ใหญ่ พี่สิงหาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นผม เขาก็ยิ้มแห้งๆ “ปอนด์เหรอ… พี่อายจังที่ให้เรามาเห็นสภาพแบบนี้”

“อายอะไรครับ พี่เป็นคนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ จะเหนื่อยจะล้มบ้างมันเรื่องธรรมดา” ผมดุเบาๆ แต่ขอมือซนๆ หน่อย แอบเนียนจับมือเขามาบีบนวด “ถ้าพี่ไม่ไหว พี่บอกเขานะ อย่าฝืน ผมใจจะขาด”

“ถ้าพี่ไม่ร้อง แฟนคลับที่รอดูเขาจะเสียใจนะ” เขากระซิบเสียงพร่า

“แต่ถ้าพี่เป็นอะไรไป ผมเนี่ยแหละจะขาดใจตายก่อนใครเพื่อน” ผมสบตาเขาตรงๆ คราวนี้ไม่มีท่าทีเล่นตลกเหมือนทุกที “พี่สิง… สำหรับคนอื่นพี่อาจจะเป็นเทวดาบนเวที แต่สำหรับปอนด์ พี่คือพี่สิงของปอนด์นะ”

พี่สิงหานิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองผมมันเปลี่ยนไป มันดูละมุนและลึกซึ้งจนผมเริ่มหน้าร้อน “ขอบใจนะปอนด์… อยู่ใกล้ๆ พี่แบบนี้แหละ พี่รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”

สรุปคืนนั้น ผมเลยต้องรับบทเป็น ‘เด็กปั้นหน้า’ ส่วนตัวให้พี่สิงหา คอยส่งน้ำ ส่งผ้าเย็น คอยประคองเวลาเขาเปลี่ยนชุดอลังการที่หนักเกือบสิบกิโลฯ พวกเจ๊เขียวพอรู้ข่าวก็แอบมาส่องหลังเวทีแล้วทำท่าล้อเลียนผม แต่ผมไม่สนใจหรอกครับ

มีจังหวะหนึ่งที่เขาต้องเปลี่ยนเป็นชุดลำลองเพื่อร้องเพลงปิดท้าย พี่สิงหาหันมามองผมแล้วพูดว่า “ปอนด์ ช่วยพี่ติดกระดุมหน่อย มือพี่สั่นไปหมดแล้ว”

ผมมือสั่นยิ่งกว่าเขาอีกครับ! ตอนที่ต้องติดกระดุมเสื้อเชิ้ตให้เขา นิ้วผมบังเอิญไปโดนแผงอกอุ่นๆ ของเขา พี่สิงหาก้มลงมามองผม ระยะห่างของเราเหลือเพียงไม่กี่เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจางๆ กับกลิ่นเหงื่อของลูกผู้ชายมันทำให้ผมลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ

“จีบเก่งแบบนี้… ถ้าพี่เอาจริงขึ้นมา ปอนด์จะรับไหวไหม?” เขาถามยิ้มๆ

“ระดับปอนด์… ต่อให้พี่สิงรุกหนักกว่านี้ ปอนด์ก็ไม่ถอยห่างหรอกครับ เตรียมใจไว้เถอะ” ผมตอบกลับอย่างใจดีสู้เสือ ทั้งที่ใจข้างในมันเต้นระรัวยิ่งกว่ากลองยาว

คืนนั้นจบลงด้วยการที่พี่สิงหาเดินมาส่งผมที่รถมอเตอร์ไซค์หลังจบงาน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บีบมือผมเบาๆ แล้วบอกว่า “พรุ่งนี้เจอกันที่อำเภอหน้านะ… พี่จะรอส้มตำของเรา”

คำว่า ‘พี่จะรอ’ คำเดียว ทำเอาผมขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านแทบไม่ถูก ถนนที่เคยเปลี่ยวกลับดูสวยงามอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ!

ตอนที่ 4 พายุหน้าฮ้าน

ความรักของผมกับพี่สิงหาดูเหมือนจะโรยด้วยกลีบดอกดาวเรือง (ที่แฟนคลับชอบโยนขึ้นมาบนเวที) มาได้สักพักครับ ผมกลายเป็น “ขาประจำหลังม่าน” ที่คนในคณะเริ่มคุ้นหน้า บางคนก็แซวว่าเป็น “เมียเก็บพระเอก” บ้าง “บอดี้การ์ดส่วนตัว” บ้าง ซึ่งผมก็น้อมรับด้วยความยินดีสิครับ!

แต่ความสุขมักจะมาพร้อมกับบททดสอบเสมอ…

เรื่องมันเริ่มจากมีคนแอบถ่ายรูปตอนที่ผมกำลังประคองพี่สิงหาหลังเวที และรูปตอนที่เขาก้มลงมาขยี้หัวผมอย่างเอ็นดูไปลงโซเชียล เท่านั้นแหละครับ! ทัวร์ลงยิ่งกว่ารถบัสคณะหมอลำเสียอีก

“ใครน่ะ? แค่เด็กบ้านนอกมาเกาะกระแสพี่สิงหรือเปล่า?”

“พี่สิงหาของพวกเราต้องคู่กับนางเอกหมอลำสิ ไม่ใช่หนุ่มไทบ้านท่าทางกะล่อนแบบนี้”

คอมเมนต์พวกนี้ทำเอาผมจุกจนกินส้มตำไม่อร่อยไปหลายวัน เจ๊เขียวถึงกับต้องมาปลอบ “อีปอนด์ มึงอย่าไปอ่านมาก พวกนั้นเขาก็แค่หวงก้าง มึงน่ะของจริง ของแท้แน่นอน”

แต่ที่หนักกว่าคือ ‘คุณหญิงแม่’ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของคณะ เธอเดินเข้ามาหาผมที่หลังเวทีในคืนหนึ่ง พร้อมกับสายตาที่มองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนเห็นวัชพืชในสวนดอกไม้

“เป็นแค่คนดู ก็อยู่แค่หน้าฮ้านเถอะ อย่าทำให้ชื่อเสียงของสิงหามัวหมองเลย” คำพูดเรียบๆ แต่เจ็บจี๊ดไปถึงทรวงทำเอาผมพูดไม่ออก

ผมเริ่มตีตัวออกห่าง พี่สิงหาทักมาผมก็ตอบช้า คืนนั้นคณะมาแสดงไม่ไกลจากบ้านผม แต่ผมกลับเลือกที่จะนั่งอยู่ปลายนา มองแสงไฟสปอร์ตไลท์จากไกลๆ แทนที่จะไปเต้นอยู่หน้าฮ้านเหมือนเคย

“ทำไมไม่ไปล่ะมึง?” เจ๊เขียวขี่มอเตอร์ไซค์มาหา “พี่สิงหาถามหาจนหน้าเศร้าเป็นหมาหงอยแล้วนะ”

“กูไม่อยากให้เขาเดือดร้อนว่ะเจ๊ เขาเป็นดาว กูมันก็แค่ขี้ดินข้างทาง” ผมตอบเสียงแผ่ว

แต่ทว่า… จู่ๆ เสียงเพลงบนเวทีที่ไกลออกไปกลับเงียบกริบลง มีเพียงเสียงไมค์ที่ดังพุ่งผ่านลำโพงขนาดใหญ่ที่กระจายเสียงไปทั่วทุ่ง

“วันนี้… ผมมีเรื่องอยากจะบอกทุกคนครับ” เสียงพี่สิงหาดังก้อง “หลายคนคงเห็นข่าว และหลายคนคงไม่สบายใจที่มีคนข้างกายผมเป็นเพียงหนุ่มไทบ้านธรรมดาๆ…”

ผมสะดุ้ง ใจสั่นรัว เขาจะพูดเรื่องนี้กลางงานที่มีคนเป็นหมื่นเนี่ยนะ!

“สำหรับผม สิงหาไม่ได้สูงส่งมาจากไหน ผมก็คือลูกหลานชาวนาคนหนึ่งที่มาร้องเพลงให้ทุกคนฟัง และคนไทยบ้านคนนั้น… คนที่ทุกคนมองว่าธรรมดา เขาคือคนเดียวที่ส่งน้ำให้ผมตอนผมหมดแรง คือคนเดียวที่ทำส้มตำมาให้ผมตอนผมหิว และเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมอยากร้องเพลงต่อในวันที่เหนื่อยที่สุด”

“ปอนด์… ถ้าฟังอยู่ ออกมาหาพี่ที่หน้าฮ้านหน่อยได้ไหม? พี่ร้องเพลงคนเดียวไม่ไหวแล้ว”

ผมน้ำตาคลอเบ้า ไม่รอช้าฮะ! ผมรีบกระโดดขึ้นซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์เจ๊เขียว “เจ๊! บิดเลยเจ๊! บิดให้มิดไมล์!”

เจ๊เขียวบิดรถฝ่าฝุ่นตลบจนมาถึงหน้าฮ้าน ผมกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งแหวกฝูงชนเข้าไป พี่สิงหายืนอยู่ริมขอบเวที แสงไฟทุกดวงจับจ้องมาที่ผม พอเขาเห็นผม เขาก็ยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม

เขายื่นมือลงมาหาผม “ขึ้นมานี่มา…”

ผมลังเล แต่พอเห็นสายตาเว้าวอนและมั่นคงของเขา ผมก็ส่งมือไปให้เขาฉุดขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางเสียงฮือฮาและเสียงกรี๊ดที่ดังสนั่น พี่สิงหากอดเอวผมไว้อย่างเปิดเผยต่อหน้าแฟนคลับทุกคน

“คนนี้แหละครับ… รางวัลชีวิตของผม”

คืนนั้นไม่มีใครสนใจนางเอกหมอลำคนไหนอีก เพราะพระเอกตัวจริงได้เลือก “ดาวหน้าฮ้าน” มาประดับใจเรียบร้อยแล้วครับ!

ตอนที่ 5 สองเฮาในเงาใจ

หลังจากเหตุการณ์ “ประกาศรักกลางเวที” คืนนั้น โลกของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ จากที่เคยเดินไปไหนมาไหนมีแต่คนทักว่า “อ้าวปอนด์ ไปเต้นวัดไหน” ตอนนี้กลายเป็น “อ้าว สะใภ้หมอลำ มาซื้อของให้พี่สิงเหรอ” เล่นเอาผมเขินจนหน้าแดงพอกับแจ่วบองที่แม่ทำเลยครับ

แน่นอนว่ามีทั้งคนยินดีและคนหมั่นไส้ แต่พี่สิงหาพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาไม่ได้พูดเล่น เขาพาผมไปไหว้พ่อแม่ของเขาที่ต่างจังหวัด และพาผมไปแนะนำกับเจ้าของวงอย่างเป็นทางการ พี่สิงหาบอกว่า “ผมจะร้องเพลงต่อไปตราบเท่าที่ยังมีเสียง และผมจะรักปอนด์ต่อไปตราบเท่าที่เขายังยอมกินส้มตำกับผม”

ส่วนแก๊งนางฟ้าจำแลงของเจ๊เขียวน่ะเหรอครับ? ตอนนี้อัปเกรดตัวเองเป็น “ทีมผู้จัดการส่วนตัว” คอยคุมหน้าฮ้านไม่ให้ใครมาแทะโลมพี่สิงหาของผมได้

“อีปอนด์ มึงดูสิ พี่สิงเขาส่งซิกให้มึงอีกแล้วนะนั่น!” เจ๊เขียวสะกิดผมแรงๆ ขณะที่เรานั่งอยู่ข้างเวทีในงานปิดฤดูกาล

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของฤดูกาลก่อนพักวง พี่สิงหามาในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ปักเพชรระยิบระยับยิ่งกว่าคืนไหนๆ เขาดูสง่าเหมือนเทวดาเดินดินจริงๆ ผมนั่งอยู่ตรงบันไดข้างเวที คอยเตรียมพวงมาลัยดอกรักที่ผมร้อยเอง (คราวนี้ใส่เงินร้อยรวมเข้าไปด้วยเป็นเคล็ด)

ช่วงกลางโชว์ พี่สิงหาเดินลงมาจากเวที เดินตรงมาหาผมท่ามกลางแสงไฟที่ส่องตามมาทุกย่างก้าว เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าผม ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังปานวิกจะแตก

“ปอนด์… ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปอนด์ตามพี่ไปทุกที่ เป็นแรงใจให้พี่หน้าฮ้านเสมอ” พี่สิงหาพูดใส่ไมค์ เสียงของเขานุ่มนวลจนผมใจละลาย “ต่อจากนี้ไป… พี่ไม่อยากให้ปอนด์อยู่แค่หน้าฮ้านแล้ว พี่อยากให้ปอนด์มาอยู่ข้างๆ พี่ บนรถบ้านคันเดียวกัน เดินทางไปด้วยกันในทุกๆ งาน… ในฐานะคู่ชีวิตของพี่”

เขาหยิบแหวนทองเรียบๆ วงหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ “แต่งงานกับพี่นะ?”

ผมหูอื้อไปหมด น้ำตาไหลออกมาแบบไม่อายใคร เจ๊เขียวข้างหลังร้องไห้โฮจนเครื่องสำอางเยิ้ม ผมพยักหน้าเกือบสิบครั้งก่อนจะตอบว่า “ครับ! ผมจะอยู่ดูแลพี่สิงจนกว่าลูกคอพี่จะหมดเลย!”

พี่สิงหาสวมแหวนให้ผม แล้วดึงผมเข้าไปกอดกลางเวที เสียงดนตรีหมอลำจังหวะโจ๊ะๆ ดังขึ้นมาทันทีเพื่อเป็นการฉลอง ผมกับเขาจับมือกันเต้นเซิ้งอยู่บนเวทีนั่นแหละครับ เป็นการเต้นที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

ชีวิตคนเราบางทีมันก็เหมือนหมอลำครับ มีช่วงโศกเศร้า มีช่วงสนุกสนาน และมีช่วงที่ต้องฝ่าฟัน แต่ถ้าเรากล้าที่จะ “หยอด” กล้าที่จะ “ตาม” และกล้าที่จะ “รัก” เหมือนที่ผมทำ… บางทีพระเอกในนิยายหรือพระเอกบนเวที ก็อาจจะกลายมาเป็นพระเอกในชีวิตจริงของเราก็ได้

“พี่รักปอนด์นะ” พี่สิงหากระซิบข้างหูขณะที่กำลังฟ้อนรำไปด้วยกัน

“ปอนด์ก็รักพี่สิงครับ… รักเท่าฟ้าพูนทวีเลย!”

แสงไฟสปอร์ตไลท์ดับลงพร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราว แต่นี่ไม่ใช่จุดจบ… แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “จังหวะรัก” ที่จะบรรเลงอยู่ในหัวใจของเราสองคนตลอดไป

จบบริบูรณ์

ตอนพิเศษ

ชีวิตการเป็น “เมียพระเอกหมอลำ” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปครับ แต่มันโรยด้วยข้าวเหนียว ส้มตำ และคราบแป้งแต่งหน้า!

ตอนนี้ผมย้ายมาอยู่บนรถบ้านสุดหรูของพี่สิงหาแบบเต็มตัวแล้วครับ หน้าที่ของผมจากที่เคยเต้นเด้าลมอยู่หน้าฮ้าน ก็เปลี่ยนมาเป็น “คนดูแลส่วนตัวพ่วงตำแหน่งเชฟประจำตัว” ของพี่สิงหาแทน

เช้าที่แสน (ไม่) สงบ

“พี่สิง… ตื่นได้แล้วครับ วันนี้มีงานแห่ตอนเช้านะ” ผมกระซิบข้างหูคนตัวโตที่ยังนอนขี้เซากอดเอวผมแน่นไม่ยอมปล่อย

“ขออีกห้านาทีนะปอนด์… กลิ่นตัวเราหอมกว่าหมอนตั้งเยอะ พี่ไม่อยากลุกเลย” พี่สิงหาตอบเสียงงึมงำ แถมยังซุกหน้าลงกับไหล่ผมอีก

“หอมอะไรล่ะพี่ ผมยังไม่ได้อาบน้ำเลยเนี่ย ปล่อยเลย เดี๋ยวสายแล้วแฟนคลับไปรอเก้อนะ” ผมพยายามแกะมือปลาหมึกออก แต่คนบนเตียงกลับพลิกตัวขยับขึ้นมาคร่อมผมไว้เฉยเลย!

สายตาคมกริบที่เคยจ้องแฟนคลับนับหมื่น ตอนนี้กลับจ้องมองผมคนเดียวด้วยความรักที่ล้นปรี่ “แฟนคลับน่ะพี่ให้ความสุขเขาบนเวที… แต่ในรถคันนี้ พี่อยากให้ความสุขปอนด์คนเดียว”

“พี่สิง! หน้ายังไม่ได้ล้าง อย่ามาหื่นตอนเช้า!” ผมหน้าแดงแป๊ด แต่อย่างว่าแหละครับ… สุดท้ายผมก็แพ้ลูกอ้อนพระเอกหมอลำทุกที

ความสุขในความเรียบง่าย

หลังจากผ่านพ้นช่วงงานเช้าอันวุ่นวาย เราสองคนแอบหนีทีมงานมานั่งกินข้าวกันสองคนริมห้วยหลังเวที พี่สิงหาในชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ ดูหล่อไปอีกแบบ เขาคอยปั้นข้าวเหนียวคำโตๆ ส่งให้ผม

“ปอนด์… อยู่กับพี่เหนื่อยไหม? ต้องเดินทางตลอด ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเลย” เขาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ผมเคี้ยวข้าวเหนียวตุ้ยๆ ก่อนจะตอบ “เหนื่อยอะไรพี่ ผมชอบจะตาย ได้เที่ยวรอบเมืองไทย แถมได้ดูหมอลำฟรีทุกคืน ที่สำคัญ… ได้ดู ‘พระเอก’ แบบเอ็กซ์คลูซีฟในระยะประชิดด้วย ใครจะโชคดีเท่าปอนด์ไม่มีอีกแล้ว”

พี่สิงหายิ้มกว้าง เขาเอื้อมมือมาเช็ดคราบปลาร้าที่มุมปากผมอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะที่ยอมทิ้งชีวิตสบายๆ มาลำบากกับพี่”

“ลำบากที่ไหน มีผัวหล่อ มีงานทำ มีส้มตำกิน… นี่มันสวรรค์ชัดๆ” ผมตอบติดตลกจนเขาหลุดขำ

ของขวัญหน้าฮ้าน

คืนนั้น ระหว่างที่พี่สิงหากำลังโชว์เพลงเต้ยลาช่วงท้าย ผมแอบเดินไปหาเจ๊เขียวที่หน้าฮ้าน

“เป็นไงมึง ชีวิตเมียเก็บ เอ๊ย เมียแต่ง?” เจ๊เขียวจิกกัดตามประสา

“มีความสุขจนมึงอิจฉาแหละเจ๊” ผมยิ้มกริ่ม ก่อนจะยื่นพวงมาลัยแบงก์พันที่ผมแอบพับไว้ทั้งวันให้เจ๊เขียว “ฝากไปคล้องให้พี่สิงหน่อยสิ บอกว่าจาก ‘แฟนคลับเบอร์หนึ่ง’ ของเขา”

พอพี่สิงหาได้รับมาลัยจากเจ๊เขียว เขากวาดสายตามองหาผมทันที พอสบตากัน เขาก็ชูมาลัยนั้นขึ้นฟ้าแล้วประกาศออกไมค์ “มาลัยนี้มีค่ามากครับ เพราะคนให้… เขาให้มาทั้งเงิน และให้มาทั้งชีวิต!”

เสียงโห่ฮิ้วจากแก๊งนางฟ้าจำแลงดังสนั่น ผมยืนเขินม้วนอยู่กลางวงล้อมเพื่อนๆ

ถึงผมจะไม่ได้เต้นแรงเท่าเมื่อก่อน เพราะต้องคอยดูแลถังน้ำแข็งและผ้าเย็นให้พี่สิงหาอยู่หลังเวที แต่ทุกครั้งที่เสียงพิณดังขึ้น และเห็นพี่สิงหาส่องประกายอยู่บนนั้น ผมรู้เสมอว่า… ไม่ว่าเขาจะโด่งดังแค่ไหน หรือจะมีแฟนคลับมากมายเพียงใด

สุดท้ายแล้ว… เมื่อไฟเวทีดับลง เขาก็จะกลับมาเป็น ‘พี่สิงของปอนด์’ คนเดิมที่ชอบกินส้มตำฝีมือผมที่สุดในโลก

นิยายวาย BL Tags:BL, BLStory, นิยาย, นิยายวาย, วาย, หมอลำ

แนะแนวเรื่อง

Previous Post: เมียคืนเดียวของมาเฟีย (Mpreg)
Next Post: แผนร้ายสุดท้ายรัก

Related Posts

แฟนที่ดีคือแฟนใหญ่ นิยายวาย BL
เมียคืนเดียวของมาเฟีย (Mpreg) นิยายวาย BL
หนุ่มบ้านไร่ป่วนหัวใจดาราตกอับ นิยายวาย BL
แผนร้ายสุดท้ายรัก นิยายวาย BL
ซุปตาร์หน้าใสป่วนหัวใจยัยช่างแต่งหน้า นิยายวาย BL
คลั่งรักเด็กดื้อ นิยายวาย BL

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Archives

  • มกราคม 2026

Categories

  • นิยายวาย BL

Copyright © 2026 Novel Sanook.

Powered by PressBook Masonry Dark