Skip to content
Novel Sanook

Novel Sanook

ทุกเรื่องราวคือความสนุกที่ไม่มีวันจบ Where Every story Meets Fun

แผนร้ายสุดท้ายรัก

Posted on 14 มกราคม 202614 มกราคม 2026 By ไมเลอร์ ไม่มีความเห็น บน แผนร้ายสุดท้ายรัก
Post Views: 53

คำโปรย

“จาก ‘เดิมพัน’ เพื่อของรางวัล…กลายเป็น ‘ความรัก’ ที่ต้องใช้หัวใจไถ่ถอน
เมื่อนายตัวร้ายดันตกหลุมรักเหยื่อในเกมของตัวเอง บทเรียนครั้งนี้จึงเจ็บปวดเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด”

บทที่ 1 การเดิมพันที่ไร้หัวใจ

เสียงกระแทกของลูกบาสเกตบอลกระทบพื้นคอนกรีตเป็นจังหวะ ตามด้วยเสียงหัวเราะและเสียงเชียร์ของกลุ่มนักเรียนชายที่มุมหนึ่งของสนามโรงเรียนมัธยมชื่อดังใจกลางเมือง ท่ามกลางแดดยามบ่ายที่ร้อนระอุ ร่างสูงโปร่งของ “ปิงปอง” เดินก้มหน้าผ่านไปด้วยความเร็ว เขากระชับสายกระเป๋าเป้เก่าๆ ให้แน่นขึ้น พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับปรารถนาจะล่องหนไปจากตรงนั้น

“เฮ้ย! ไอ้แว่น จะรีบไปไหนวะ” เสียงตะโกนห้าวๆ ดังมาจากกลุ่มนักบาสฯ ตามด้วยเสียงหัวเราะครืนใหญ่

ปิงปองไม่ได้หันไปมอง เขารู้ดีว่าเสียงนั้นเป็นของใคร และรู้ว่าจุดหมายของคำพูดเหล่านั้นคือตัวเขาเอง เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก หัวใจเต้นระรัวด้วยความประหม่าและความกลัวที่คุ้นชิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เขาต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้

ชีวิตในรั้วโรงเรียนของปิงปองเป็นเช่นนี้เสมอมา ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจนและนิสัยเงียบขรึมไม่สู้คน ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบสำหรับการกลั่นแกล้ง แต่ทุกครั้งที่ถูกล้อเลียนหรือผลักไส เขาก็จะนึกถึงใบหน้าที่เหนื่อยล้าของแม่และคำพูดของพ่อที่ว่า “ทนเอานะลูก การศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้เราลืมตาอ้าปากได้” มันจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่ทำให้เขาก้าวเดินต่อไปได้ในทุกวัน

ในอีกฟากหนึ่งของสนาม ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ “คิน” กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหินอ่อน แวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงในกลุ่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นลูกคนรวยที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย คินคือศูนย์กลางของวงโคจรนั้นเสมอ เขาหล่อ รวย เป็นนักกีฬาของโรงเรียน และเป็นที่หมายปองของสาวๆ ทุกคน ข้างกายเขามี “พรีม” ดาวโรงเรียนคนสวยนั่งคล้องแขนอยู่ไม่ห่าง สายตาของนายมองไปยังกลุ่มนักบาสฯ ที่กำลังแกล้งปิงปองด้วยแววตาดูแคลน

“ดูไอ้เด็กนั่นสิ ทำตัวอย่างกับขอทาน น่าสมเพชชะมัด” พรีมเบ้ปาก

คินเหลือบมองตามสายตาของแฟนสาวเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสนใจบทสนทนาในกลุ่มเพื่อนที่กำลังคุยโวโอ้อวดถึงของเล่นชิ้นใหม่ของแต่ละคน

“สุดสัปดาห์นี้ พ่อกูเพิ่งถอยปอร์เช่คันใหม่มาให้ว่ะ พวกมึงอยากไปลองนั่งไหม” หนึ่งในเพื่อนของเขาเอ่ยขึ้น

“ธรรมดาไปว่ะเพื่อน” เจต เพื่อนที่สนิทกับคินที่สุดพูดแทรกขึ้น “ของกูเนี่ย พ่อกูถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิด กูเลยบอกไปว่าอยากได้เรือยอชต์สักลำ!”

เสียงหัวเราะดังลั่นอีกครั้ง ก่อนที่สายตาของเจตจะหันไปเห็นปิงปองที่กำลังจะเดินพ้นสนามไปพอดี แววตาของเขาเป็นประกายอย่างมีเลศนัย

“กูมีอะไรสนุกๆ ให้ทำว่ะ” เจตหันมาพูดกับคินที่นั่งฟังเงียบๆ “กูเห็นมึงบ่นว่าอยากได้ Ducati Monster คันใหม่ แต่พ่อมึงยังไม่ยอมซื้อให้ใช่ไหม”

คินพยักหน้าช้าๆ รถบิ๊กไบค์คันนั้นคือสิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดในตอนนี้ แต่ไม่ว่าเขาจะอ้อนวอนพ่อกับแม่แค่ไหน ท่านก็ยังไม่ใจอ่อน โดยให้เหตุผลว่ามันอันตรายเกินไป

“กูพนันกับมึงเลยไอ้คิน” เจตยิ้มมุมปาก “มึงกล้าไปจีบไอ้ปิงปองเด็กเนิร์ดนั่นไหม ถ้ามึงทำให้มันยอมคบกับมึงได้ภายในหนึ่งเดือน…กูจะซื้อ Ducati Monster คันที่มึงอยากได้ให้เลย ถือว่าเป็นของขวัญล่วงหน้าจากกู”

ข้อเสนอของเจตทำให้ทั้งกลุ่มเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่คินเป็นตาเดียว การไปจีบคนที่เหมือนอยู่คนละโลกอย่างปิงปอง ถือเป็นเรื่องที่น่าอัปยศสำหรับคนอย่างคิน

พรีมขมวดคิ้ว “จะบ้าเหรอเจต ให้คินไปยุ่งกับไอ้เด็กนั่นเนี่ยนะ เสียเวลาเปล่า”

แต่คินกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาด้วยความท้าทายและความปรารถนาที่จะได้ครอบครองเจ้ายักษ์สองล้อสีแดงเพลิงคันนั้น เขามองว่ามันเป็นแค่เกมสนุกๆ ที่มีรางวัลล่อใจเป็นสิ่งที่เขาต้องการที่สุด

“แล้วถ้ากูทำได้จริง มึงไม่เบี้ยวแน่นะ” คินถามย้ำ

“ลูกผู้ชายว่ะเพื่อน คำไหนคำนั้น” เจตยืดอกรับ

คินแสยะยิ้ม ก่อนจะหันไปสบตากับพรีมแล้วขยิบตาให้หนึ่งครั้ง เป็นสัญญาณว่านายไม่ต้องกังวล

“ได้ กูรับคำท้า”

เสียงเฮดังลั่นจากกลุ่มเพื่อนที่ตื่นเต้นกับเกมพนันครั้งใหม่นี้

คืนนั้น คินเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้พรีมฟังในรถสปอร์ตคันหรูของเขา แทนที่จะโกรธ พรีมกลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

“ก็สนุกดีนะคิน พรีมอยากจะเห็นหน้าไอ้เด็กนั่นตอนที่รู้ความจริงจริงๆ คงจะน่าสนุกน่าดู” นายพูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คอินสตาแกรม “ถือซะว่าเป็นการสั่งสอนคนจนๆ ที่ไม่เจียมตัวแล้วกันนะ แล้วก็…คินต้องให้พรีมมีส่วนร่วมด้วยนะ พรีมจะช่วยคินเอง”

คินหัวเราะในลำคอ เขาโน้มตัวไปหอมแก้มแฟนสาวเบาๆ “แน่นอนอยู่แล้วที่รัก เราจะเล่นเกมนี้ด้วยกัน”

ภายในรถที่จอดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ แผนการร้ายที่เดิมพันด้วยความรู้สึกของคนคนหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยที่ “ปิงปอง” ผู้เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในเกมนี้ ไม่เคยรู้เลยว่า พายุลูกใหญ่ที่กำลังจะพัดเข้ามาทำลายชีวิตอันเงียบสงบของเขานั้น มีต้นตอมาจากความคึกคะนองและการเดิมพันที่ไร้หัวใจ

บทที่ 2 เปลือกนอกที่หอมหวาน

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสาดส่องลงมาทาบทับร่างของนักเรียนที่เดินขวักไขว่เข้าสู่ประตูโรงเรียนเช่นทุกวัน ปิงปองยังคงเป็นเช่นเดิม เขาเดินก้มหน้าอยู่ริมทางเดิน พยายามหลีกเลี่ยงการสบตากับใคร แต่แล้วเงาของใครคนหนึ่งก็ทาบทับลงมาตรงหน้า ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

“ปิงปอง”

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยจากเมื่อวานทำให้หัวใจของปิงปองกระตุกวูบ เขากลั้นหายใจและเงยหน้าขึ้นช้าๆ ภาพที่เห็นทำให้เขาเบิกตากว้าง คิน…ยืนอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมกับรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เขาเคยเห็นแต่ในนิตยสารโรงเรียนหรือเวลาที่อยู่กับแฟนสาวคนสวยเท่านั้น

“ไปเรียนพร้อมกันนะ” คินเอ่ยประโยคเดิมกับที่คิดไว้ในใจเมื่อวาน

รอบข้างเริ่มมีเสียงฮือฮา นักเรียนคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างหยุดมองด้วยความประหลาดใจ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ไม่มีใครเข้าใจว่าคิงของโรงเรียนมาทำอะไรกับเด็กเนิร์ดที่เป็นเหมือนอากาศธาตุ

ปิงปองยืนตัวแข็งทื่อ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือ ‘นี่เป็นการแกล้งแบบใหม่หรือเปล่า’ เขากำลังจะถูกหลอกให้ทำอะไรขายหน้าใช่ไหม ความหวาดระแวงฉายชัดในแววตาจนคินสังเกตเห็น

“ไม่ต้องกลัวนะ” คินขยับเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงให้ดูจริงใจที่สุด “เราไม่ได้จะแกล้งอะไรนาย เราแค่อยาก…รู้จักนายให้มากขึ้น”

ปิงปองส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “ทำไม…ทำไมต้องเป็นเรา”

คินหัวเราะเบาๆ “ก็เพราะนายไม่เหมือนใครไง นาย…ดูน่าสนใจดี”

พูดจบคินก็ถือวิสาสะคว้าสายกระเป๋าเป้ของปิงปองมาถือไว้เอง “ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้าเรียนสาย”

ปิงปองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามแรงจูงของคินไปอย่างงงๆ ตลอดทางเดินไปยังอาคารเรียน เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขากับคิน เสียงซุบซิบดังตามหลังมาไม่ขาดสาย หัวใจของเขาสั่นไหว ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็นความกลัวที่ฝังรากลึก

เมื่อถึงหน้าห้องเรียนของปิงปอง คินส่งกระเป๋าคืนให้ พร้อมกับยื่นนมกล่องรสจืดที่เขาแวะซื้อจากร้านค้ามาให้ “ดื่มซะนะ เห็นนายตัวผอมไปหน่อย”

ก่อนที่ปิงปองจะได้เอ่ยคำใด คินก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เขายืนนิ่งอยู่กับนมกล่องในมือและความสับสนที่ถาโถมเข้ามาในหัวใจ

ตลอดทั้งวันนั้น คินยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวปิงปอง ตอนพักกลางวัน เขาก็เดินถือจานข้าวมานั่งลงที่โต๊ะของปิงปอง ซึ่งปกติจะไม่มีใครนั่งด้วย สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งโรงอาหาร

“ขอนั่งด้วยคนนะ พอดีโต๊ะอื่นเต็มหมดเลย” คินพูดหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีโต๊ะว่างอีกหลายตัว

ปิงปองทำได้เพียงพยักหน้าและก้มหน้าก้มตาทานข้าวของตัวเองต่อไปอย่างเงียบเชียบ คินพยายามชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ ถามเรื่องการเรียน ถามเรื่องที่บ้าน แต่ปิงปองก็ตอบคำถามคำอย่างระมัดระวัง กำแพงในใจของเขายังคงสูงและหนาแน่น

ตกเย็น คินไปดักรอปิงปองที่หน้าห้องเรียนอีกครั้ง

“วันนี้นายกลับยังไง ให้เราไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไรครับ เรากลับเองได้” ปิงปองปฏิเสธทันที เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน

คินแสร้งทำหน้าผิดหวัง “เหรอ…เสียดายจัง งั้นไม่เป็นไร” เขายิ้มอีกครั้ง “พรุ่งนี้เจอกันนะ”

ระหว่างทางเดินกลับบ้านคนเดียว ปิงปองครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน การกระทำของคินมันดูจริงใจจนน่ากลัว แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่าคนอย่างคินจะมาสนใจคนอย่างเขาจริงๆ

คืนนั้น คินโทรรายงาน “ความคืบหน้า” ให้พรีมฟังด้วยน้ำเสียงขบขัน

“วันนี้ทั้งวัน เราแทบจะสิงร่างมันอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนมันยังกลัวเราอยู่เลยว่ะ”

เสียงหัวเราะคิกคักของพรีมดังมาจากปลายสาย “ก็ต้องใช้เวลาหน่อยสิที่รัก คนไม่เคยมีใครสนใจ พอเจอคนหล่อๆ อย่างคินเข้าไปจู่โจมก็ต้องมีช็อกบ้างเป็นธรรมดา พรุ่งนี้ลองใช้มุกอื่นสิ ลองทำเป็นปกป้องมันจากพวกที่ชอบแกล้งมันดูสิ รับรอง…ใจอ่อนแน่นอน”

“เป็นความคิดที่ดีนี่” คินชม “นายเนี่ยร้ายจริงๆ เลยนะพรีม”

“ก็ร้ายกับคนที่สมควรโดนไงคะ” พรีมตอบเสียงหวาน “รีบๆ ทำให้มันติดกับเร็วๆ นะ พรีมอยากเห็นรถคันใหม่ของคินแล้ว”

เช้าวันต่อมา ขณะที่ปิงปองกำลังจะเดินเข้าประตูโรงเรียน กลุ่มนักบาสฯ กลุ่มเดิมก็เข้ามาดักหน้าเขาอีกครั้ง

“ว่าไงไอ้แว่น เมื่อวานเห็นมีองครักษ์พิทักษ์มาส่ง วันนี้หายหัวไปไหนแล้วล่ะ” หัวโจกของกลุ่มพูดพลางผลักไหล่ปิงปองจนเซ

ปิงปองกำมือแน่น ก้มหน้านิ่งเตรียมรับชะตากรรมเหมือนทุกครั้ง

“พวกมึงทำอะไรกันวะ!”

เสียงทรงพลังของคินดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินฝ่าวงล้อมเข้ามาแล้วดึงตัวปิงปองไปหลบอยู่ข้างหลัง แววตาที่เขามองไปยังกลุ่มนักบาสฯ นั้นเย็นชาและกดดันจนน่ากลัว

“มันเป็นเรื่องของพวกกู มึงอย่ามายุ่งไอ้คิน” หัวโจกพยายามทำใจดีสู้เสือ

“ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว” คินสวนกลับเสียงเรียบ “ปิงปองเป็นคนของกู ถ้ากูเห็นใครมายุ่งกับเขาอีก…กูไม่เอาไว้แน่”

คำประกาศกร้าวของคินทำให้ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าหือกับผู้มีอิทธิพลของโรงเรียน พวกนักบาสฯ มองหน้ากันเลิ่กลั่กก่อนจะยอมล่าถอยไปแต่โดยดี

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คินก็หันมาหาปิงปองที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยความตกใจ

“เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางใช้มือปัดฝุ่นที่เสื้อนักเรียนให้

ปิงปองส่ายหน้าช้าๆ แต่ครั้งนี้ ดวงตาที่เขามองคินเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันมีความรู้สึกบางอย่างที่นอกเหนือไปจากความหวาดระแวงฉายแววขึ้นมา…ความรู้สึกขอบนาย

เขามองเห็นเปลือกนอกอันหอมหวานที่คินสร้างขึ้น และในวินาทีนั้น…กำแพงในใจของเขาก็เริ่มปรากฏรอยร้าวเป็นครั้งแรก

บทที่ 3 รอยร้าวบนกำแพงน้ำแข็ง

ข่าวเรื่องที่คินประกาศตัวเป็นผู้พิทักษ์ของปิงปองแพร่กระจายไปทั่วโรงเรียนเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง จากเสียงซุบซิบที่เต็มไปด้วยความดูแคลนและไม่เชื่อถือ แปรเปลี่ยนเป็นความฉงนสงสัยและบางครั้งก็แฝงไปด้วยความอิจฉา ไม่มีใครกล้าระรานปิงปองอีกต่อไป ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว จะมีสายตาอยากรู้อยากเห็นจับจ้องมาเสมอ แต่ไม่มีแววตาเกลียดชังอย่างเคย

การกระทำของคินในวันนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของปิงปองอย่างจัง มันสร้างรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ความอบอุ่นจอมปลอมของคินสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ง่ายขึ้น

คินยังคงทำหน้าที่ “แฟน” ที่ดีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขารอรับ-ส่งปิงปองที่ห้องเรียนทุกวัน ชวนทานข้าวกลางวัน และหาเรื่องพูดคุยเสมอ แม้ว่าปิงปองจะยังคงพูดน้อยเช่นเคย แต่เขาก็เริ่มผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นเมื่ออยู่กับคิน เขายอมให้คินถือกระเป๋าให้ ยอมดื่มนมที่คินซื้อมาฝาก และบางครั้ง…ก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

สุดสัปดาห์หนึ่ง หลังจากที่รู้จักกันได้ราวสองสัปดาห์ คินก็เอ่ยชวนปิงปองขณะที่กำลังเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์

“เสาร์นี้ว่างไหม ไปดูหนังกันหรือเปล่า”

ปิงปองชะงักไปเล็กน้อย “ดูหนังเหรอครับ”

“ใช่ หรือนายไม่ชอบดูหนัง” คินแสร้งถาม “งั้นไปร้านหนังสือก็ได้ เราเห็นนายชอบอ่านหนังสือ”

ข้อเสนอหลังดูจะถูกใจปิงปองมากกว่า เขาพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ “ไปร้านหนังสือก็ได้ครับ”

รอยยิ้มของคินกว้างขึ้น “โอเค งั้นวันเสาร์เราไปรับที่บ้านนะ”

“ไม่เป็นไรครับ!” ปิงปองรีบปฏิเสธ “เราไปเจอกันที่ร้านเลยดีกว่า” เขายังไม่พร้อมที่จะให้คินเห็นสภาพบ้านที่เก่าซอมซ่อของตัวเอง

คินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ได้ๆ งั้นเจอกันที่ร้านหนังสือในห้างตอนเที่ยงนะ”

วันเสาร์มาถึง ปิงปองใช้เวลาเลือกเสื้อผ้านานกว่าปกติ เขาเลือกเสื้อยืดสีขาวที่ดูสะอาดตาที่สุดกับกางเกงยีนส์ตัวโปรด แม้จะดูธรรมดา แต่ก็เป็นชุดที่ดีที่สุดที่เขามี เขารู้สึกประหม่าและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขามี “นัด” กับใครสักคน

เมื่อไปถึงร้านหนังสือขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า เขาก็เห็นคินยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้คินไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียน แต่อยู่ในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสแล็คสบายๆ ทว่าออร่าของคนมีฐานะก็ยังคงเปล่งประกายออกมาจนผู้คนรอบข้างต้องเหลียวมอง

“โทษที เรามาช้าไปหรือเปล่า” ปิงปองเอ่ยถาม

“ไม่เลย เราก็เพิ่งมาถึง” คินยิ้ม “เข้าไปกันเถอะ”

ทั้งสองคนใช้เวลาอยู่ในร้านหนังสือนานนับชั่วโมง คินปล่อยให้ปิงปองได้เดินเลือกดูหนังสืออย่างอิสระ ส่วนตัวเองก็เดินตามเงียบๆ คอยชวนคุยบ้างเป็นครั้งคราว เขาสังเกตเห็นว่าแววตาของปิงปองจะเปล่งประกายเป็นพิเศษเมื่อได้อยู่ในโลกของตัวหนังสือ เขาจึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ชอบอ่านนิยายแนวสืบสวนสอบสวนและหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์

“นายชอบดูดาวเหรอ” คินถามขึ้น ขณะเห็นปิงปองหยิบหนังสือเกี่ยวกับกลุ่มดาวขึ้นมาดู

ปิงปองพยักหน้า “ครับ…เวลาที่รู้สึกไม่ดี เราชอบมองดูดาวบนฟ้า มันทำให้รู้สึกว่าปัญหาของเรามันเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับจักรวาลที่กว้างใหญ่”

คำตอบของปิงปองทำให้คินรู้สึกแปลกๆ ในใจชั่วขณะ มันเป็นคำตอบที่ลึกซึ้งและเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้

หลังจากนั้น คินก็ชวนปิงปองไปนั่งพักที่ร้านกาแฟเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของห้าง ที่ที่คนไม่พลุกพล่านนัก

“จริงๆ แล้ว…เราอิจฉานายนะ” คินพูดขึ้นมาลอยๆ ขณะคนกาแฟในแก้ว

ปิงปองเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ “อิจฉาเราเหรอครับ”

“อืม” คินสบตาปิงปอง แววตาของเขาฉายแววจริงจังตามบทที่วางแผนไว้ “นายดูมีโลกส่วนตัวที่สงบสุขดี ผิดกับเรา…ที่ต้องเจอแต่การแข่งขัน แรงกดดันจากที่บ้าน ต้องทำตัวให้ดีที่สุดอยู่เสมอ บางทีมันก็น่าเบื่อนะที่ต้องปั้นหน้ายิ้มให้ทุกคนทั้งๆ ที่ข้างในรู้สึกว่างเปล่า”

คำสารภาพจอมปลอมของคินทำงานได้ผลอย่างยอดเยี่ยม มันกระทบเข้ากับความรู้สึกโดดเดี่ยวของปิงปองอย่างจัง เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เดียวดายอีกต่อไป อย่างน้อยคนที่ดูสมบูรณ์แบบอย่างคินก็มีความรู้สึกที่ไม่ต่างจากเขา

“เราไม่เคยรู้เลย” ปิงปองพูดเสียงเบา “เราคิดว่าชีวิตของนายคงจะมีแต่ความสุข”

“ไม่มีใครมีความสุขตลอดเวลาหรอก” คินเอื้อมมือของเขาข้ามโต๊ะไปวางทับบนมือของปิงปองที่วางอยู่เบาๆ “แต่พอได้อยู่กับนาย…เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่ต้องเสแสร้ง”

สัมผัสอุ่นๆ ที่ส่งผ่านจากฝ่ามือของคินทำให้ปิงปองสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความร้อนแล่นปราดไปทั่วใบหน้า นี่เป็นการสัมผัสร่างกายครั้งแรกที่ใกล้ชิดขนาดนี้

ปิงปองไม่ได้ดึงมือออก เขากลับปล่อยให้มือของคินกุมมือของเขาไว้ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของคินที่จ้องมองมาอย่างอ่อนโยน และในวินาทีนั้นเอง กำแพงน้ำแข็งที่เคยปิดกั้นหัวใจของเขาก็พังทลายลงจนหมดสิ้น

เขาเชื่อ…เขาเชื่อแล้วจริงๆ ว่าความรู้สึกที่คินมอบให้คือของจริง

เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยได้รับความรักและความเอาใจใส่ กำลังตกหลุมพรางที่ขุดล่อไว้อย่างงดงาม โดยไม่รู้เลยว่าทุกการกระทำ ทุกคำพูด และทุกสัมผัส ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเกมการพนันที่เดิมพันด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ของเขาเอง

บทที่ 4 ความรู้สึกที่เริ่มผันแปร

หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคินและปิงปองก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในสายตาของคนทั้งโรงเรียน พวกเขาคือคู่รักที่แตกต่างกันสุดขั้ว แต่ก็ดูจะเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ คินยังคงทำหน้าที่คนรักได้อย่างไม่มีที่ติ เขาปกป้องปิงปองจากทุกสิ่ง และมอบความเอาใจใส่ให้เสมอ จนทำให้โลกที่เคยสีเทาของปิงปองถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันสดใสของความสุข

สำหรับปิงปอง ทุกวันคือความฝันที่เป็นจริง เขาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เรียกว่า “ความรัก” เขามอบหัวใจและความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งหมดให้กับคินจนหมดสิ้น ทุกรอยยิ้ม ทุกคำพูด และทุกการกระทำของคิน คือสิ่งล้ำค่าที่เขาเก็บไว้เป็นพลังในการต่อสู้กับความยากลำบากในชีวิต

วันหนึ่งหลังเลิกเรียน ฝนตั้งเค้าจะตกหนัก คินจึงอาสาไปส่งปิงปองที่บ้าน

“ฝนจะตกแล้ว กลับรถเราเถอะนะ ถ้านั่งรถเมล์ไป เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” คินพูดด้วยความเป็นห่วง

ในตอนแรกปิงปองลังเลใจ เขายังคงไม่มั่นใจที่จะให้คินเห็นโลกแห่งความจริงของเขา แต่เมื่อเห็นสายตาที่จริงจังและแววตาที่เป็นห่วงของคิน เขาก็ใจอ่อนยอมพยักหน้าในที่สุด “ก็ได้ครับ”

รถสปอร์ตคันหรูของคินเคลื่อนตัวออกจากโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังเส้นทางที่เขาไม่คุ้นเคย จากถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและแสงสี รถค่อยๆ เลี้ยวเข้าสู่ซอยเล็กๆ ที่สองข้างทางเป็นบ้านไม้และตึกแถวเก่าๆ จนกระทั่งมาจอดอยู่หน้าบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กที่ดูทรุดโทรม

นี่คือโลกของปิงปอง โลกที่แตกต่างจากของคินราวฟ้ากับเหว

“ถึงแล้ว” ปิงปองพูดเสียงเบา พลางปลดเข็มขัดนิรภัย “ขอบนายนะที่มาส่ง”

คินไม่ได้ตอบอะไร เขามองสภาพบ้านตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยตาตัวเอง ภาพที่เคยจินตนาการไว้เทียบไม่ได้เลยกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

ทันใดนั้น ประตูบ้านก็เปิดออก หญิงวัยกลางคนในชุดผ้าถุงเก่าๆ เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “อ้าว ปิงปอง กลับมาแล้วเหรอลูก แล้วนี่…” นายชะงักไปเมื่อเห็นคินก้าวลงมาจากรถหรู

“แม่ครับ นี่คิน…เพื่อนเราครับ” ปิงปองแนะนำด้วยความประหม่า “คิน นี่แม่เราเอง”

“สวัสดีครับนายน้า” คินยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อมอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน

“สวัสดีจ้ะ” แม่ของปิงปองยิ้มรับ “ขอบใจมากนะจ๊ะที่มาส่งปิงปอง เข้ามาในบ้านก่อนสิลูก ฝนทำท่าจะตกหนักแล้ว”

คินมองเข้าไปในบ้านที่คับแคบและเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจ แม่ของปิงปองก็หันไปพูดกับลูกชาย “ไปช่วยแม่เตรียมของที่ร้านก่อนเร็ว เดี๋ยวลูกค้าจะมาแล้ว”

คินจึงได้เห็นว่าติดกับตัวบ้าน มีเพิงเล็กๆ ที่ตั้งโต๊ะและเก้าอี้พลาสติกไม่กี่ตัว พร้อมกับรถเข็นขายอาหารตามสั่งตั้งอยู่ เขาเห็นปิงปองถอดเครื่องแบบนักเรียนออกอย่างคล่องแคล่ว เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดธรรมดา แล้วเริ่มลงมือช่วยแม่ของเขาจัดร้าน หั่นผัก เตรียมของ ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ภาพของปิงปองที่กำลังเช็ดโต๊ะด้วยเหงื่อที่ซึมอยู่บนขมับ มันช่างแตกต่างจากภาพเด็กหนุ่มเงียบๆ ที่ร้านหนังสือในวันนั้นโดยสิ้นเชิง คินยืนนิ่งมองภาพนั้นอยู่นาน ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจของเขาอย่างช้าๆ เกมการพนันที่เขาเห็นเป็นเรื่องสนุก มันตั้งอยู่บนความลำบากและความจริงใจของคนคนหนึ่ง

เด็กหนุ่มที่เขาเคยดูถูกและใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความอยากเอาชนะ แท้จริงแล้วคือคนที่สู้ชีวิตและกตัญญูยิ่งกว่าใครที่เขารู้จัก

“ไม่เข้ามาจริงๆ เหรอจ๊ะ เดี๋ยวฝนก็ตกแล้วนะ” แม่ของปิงปองเอ่ยชวนอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับนายน้า เราคงต้องขอตัวกลับก่อน” คินตอบ ก่อนจะหันไปหาปิงปอง “เรากลับก่อนนะ”

ปิงปองพยักหน้าและยิ้มให้ “ขับรถดีๆ นะครับ”

รอยยิ้มนั้น…มันบริสุทธิ์และจริงใจจนทำให้คินรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรง เขารีบขึ้นรถและขับออกมาจากซอยนั้นทันที

ความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่ในอก เขาเริ่มสนุกกับการได้ใช้เวลากับปิงปองจริงๆ ไม่ใช่ในฐานะของเกมอีกต่อไป เขาชอบที่ได้เห็นรอยยิ้มขี้อาย ชอบที่ได้ฟังความคิดลึกซึ้ง และตอนนี้…เขากำลังรู้สึกชื่นชมในสิ่งที่ปิงปองเป็น แต่ทั้งหมดนี้มันเริ่มต้นขึ้นจากคำหลอกลวง

สองวันต่อมา ที่โรงเรียน เจตเดินเข้ามาตบไหล่คินที่กำลังนั่งเหม่อมองไปยังโต๊ะประจำของปิงปอง

“เป็นไงบ้างวะเพื่อน ใกล้จะครบเดือนแล้วนะ เตรียมเอกสารรับรถได้เลยมั้ง กูเห็นช่วงนี้หวานกันซะจนโรงเรียนจะกลายเป็นสีชมพูอยู่แล้ว” เจตพูดติดตลก

คำพูดของเจตฉุดคินกลับสู่โลกแห่งความจริง “เออ…ใกล้แล้ว”

“เยี่ยม! กูบอกแล้วว่ามึงทำได้สบายมาก” เจตหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “พอได้รถแล้ว ก็สลัดมันทิ้งไปได้เลยนะเว้ย อย่าไปอินกับเกมมากนักล่ะ”

คำว่า “สลัดมันทิ้งไป” ดังก้องอยู่ในหัวของคิน เขากำมือแน่นใต้โต๊ะ ความรู้สึกผิดและความโกรธตีกันจนวุ่นวาย เขาจะทำแบบนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้…ความรู้สึกที่เขามีต่อปิงปอง มันเริ่มจะผันแปรไปจากแค่เกมการพนันเสียแล้ว

เขากำลังจะทำลายหัวใจของคนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่เขาเคยเจอ…เพื่อแลกกับรถมอเตอร์ไซค์เพียงคันเดียวอย่างนั้นหรือ? คำถามนี้ดังขึ้นในใจ และคินก็เริ่มไม่แน่ใจในคำตอบของมันอีกต่อไป

บทที่ 5 วันที่โลกพังทลาย

หนึ่งเดือน…ครบกำหนดตามเงื่อนไขของการเดิมพันพอดี

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา คินแทบไม่เป็นอันทำอะไร ภาพของปิงปองที่กำลังช่วยแม่ทำงานด้วยรอยยิ้ม กับเสียงหัวเราะของเจตที่พูดถึงการ “สลัดทิ้ง” วนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หยุด ความรู้สึกผิดทับถมจนเขาแทบหายใจไม่ออก

เขาได้ลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว ระหว่างรถบิ๊กไบค์ที่เขาเคยใฝ่ฝัน กับรอยยิ้มที่จริงใจของปิงปอง…คำตอบมันชัดเจนในใจของเขามาสักพักใหญ่แล้ว

เช้านี้คินตัดสินใจแน่วแน่ เขาไม่ต้องการรถนั่นอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคือการแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมด เขาจะไปบอกยกเลิกการเดิมพันกับเจต และที่สำคัญที่สุด เขาจะสารภาพความจริงทุกอย่างกับปิงปองด้วยตัวเอง แม้ว่าผลลัพธ์ที่ตามมาอาจคือการที่ปิงปองจะเกลียดเขาไปตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการปล่อยให้คำหลอกลวงนี้ทำร้ายปิงปองต่อไป

คินเดินตรงไปยังกลุ่มของเจตที่จับกลุ่มกันอยู่หลังอาคารเรียน

“ไอ้เจต เรื่องพนันของเรา…” คินเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กูขอยกเลิก”

เจตและเพื่อนๆ หันมามองด้วยความประหลาดใจ “ยกเลิก? หมายความว่าไงวะ”

“ก็หมายความตามนั้น กูไม่เอารถของมึงแล้ว และกูก็จะไม่เลิกกับปิงปอง” คินประกาศกร้าว

“มึงบ้าไปแล้วเหรอวะไอ้คิน!” เจตขึ้นเสียง “มึงจะบอกว่ามึงรู้สึกจริงจังกับไอ้เด็กนั่นรึไง อย่ามาตลกน่า”

“กูไม่ได้ตลก” คินตอบเสียงเรียบ “กูรู้ตัวว่ากูทำผิดไปแล้ว และกูกำลังจะไปแก้ไขมัน”

ขณะที่คินกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มเพื่อน โดยไม่รู้เลยว่าหายนะครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอีกมุมหนึ่งของโรงเรียน

พรีมเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของคินมาตลอด นายรู้ว่าคินไม่ได้อยู่ในเกมอีกต่อไปแล้ว ความหึงหวงและความรู้สึกของการเป็นผู้แพ้แผดเผาหัวใจของนาย เมื่อเห็นว่าคินกำลังจะถอนตัว นายจึงตัดสินใจลงมือทำลายทุกอย่างด้วยมือของนายเอง

นายเดินตรงไปยังโต๊ะม้านั่งที่ปิงปองนั่งรอคินอยู่เป็นประจำ เด็กหนุ่มส่งยิ้มให้นายเล็กน้อยตามมารยาทเมื่อนายเดินเข้าไปใกล้

“รอคินอยู่เหรอ” พรีมเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ

“ครับ” ปิงปองตอบรับอย่างซื่อๆ

“คงจะมีความสุขมากสินะ ที่ได้คบกับคิงของโรงเรียน” พรีมพูดพลางปรายตามองไปรอบๆ ที่เริ่มมีนักเรียนคนอื่นๆ ให้ความสนใจ “นายรู้ไหม…ว่าทำไมคินถึงได้เข้าไปจีบนาย”

ปิงปองขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในสิ่งที่พรีมกำลังจะสื่อ

พรีมหัวเราะในลำคอ “โง่จริงๆ ด้วยสินะ…ที่คินยอมลดตัวไปยุ่งกับนายก็เพราะเขาพนันกับเพื่อนไว้น่ะสิ! เดิมพันด้วยรถ Ducati Monster คันโต ถ้าเขาสามารถจีบนายให้ติดและคบด้วยได้ครบหนึ่งเดือน เขาก็จะได้รถไป”

ราวกับมีค้อนขนาดใหญ่ทุบลงกลางศีรษะของปิงปอง โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน คำพูดของพรีมเหมือนเสียงฟ้าผ่าที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างจนพังพินาศ

“ไม่…ไม่จริง” ปิงปองส่ายหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ “นายโกหก”

“โกหกเหรอ?” พรีมแค่นยิ้ม “งั้นนายก็ลองไปถามเพื่อนๆ ของคินดูสิ ทุกคนรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้นแหละ! เด็กจนๆ อย่างนายก็คงคิดว่าจะได้จับปลาตัวใหญ่จริงๆ สินะ น่าสมเพช!”

เสียงของพรีมดังพอที่จะทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินกันถ้วนหน้า เสียงซุบซิบที่เคยเงียบหายไปกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันดังกว่าเดิมและเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากทิศทางหนึ่ง แล้วก็อีกทิศทางหนึ่ง จนในที่สุดมันก็ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น

“โดนหลอกจนเปื่อยเลยว่ะ”

“นึกว่ารักกันจริง ที่แท้ก็แค่เกมพนัน”

“น่าอายชะมัด”

ทุกคำพูด ทุกเสียงหัวเราะ ทุกสายตาที่มองมา เหมือนห่าฝนที่เต็มไปด้วยใบมีดกรีดแทงลงบนหัวใจของปิงปองจนยับเยิน เขานั่งตัวสั่นเทา น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่อาจกลั้น ในจังหวะนั้นเอง เขาก็เห็นคินกำลังเดินตรงมาทางนี้พอดี คินที่เพิ่งแยกตัวมาจากกลุ่มของเจต

ภาพของคินที่ยืนอยู่ตรงนั้น ทำให้ความจริงอันโหดร้ายตอกย้ำลงมาอีกครั้ง มันคือเรื่องจริงทั้งหมด…ความรัก ความเอาใจใส่ รอยยิ้ม คำพูด ทุกอย่างคือการแสดง

หัวใจของปิงปองแตกสลายไม่มีชิ้นดี

เขาทำในสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น…คือการวิ่งหนี วิ่งหนีจากเสียงหัวเราะเยาะ วิ่งหนีจากสายตาดูแคลน และวิ่งหนีจากคนที่ทำลายหัวใจของเขา

คินเห็นปิงปองวิ่งร้องไห้ออกไปก็ใจหายวาบ เขามองหน้าพรีมที่ยืนยิ้มอย่างผู้ชนะก็เข้าใจในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“พรีม! นายทำบ้าอะไรลงไป!” คินตะคอกใส่หน้านายเป็นครั้งแรก

แต่เขาไม่มีเวลามาต่อว่าใครอีกแล้ว เขามองตามร่างของปิงปองที่วิ่งหายไปในฝูงชนด้วยความรู้สึกผิดและตื่นตระหนกท่วมท้น

“ปิงปอง!”

คินตะโกนเรียกสุดเสียง ก่อนจะออกแรงวิ่งตามไปทันที เขาผลักทุกคนที่ขวางหน้าอย่างไม่สนใจเสียงด่าทอหรือเสียงเรียกของพรีมที่ดังตามหลังมา ในหัวของเขามีเพียงอย่างเดียว คือต้องตามปิงปองให้ทัน ต้องอธิบาย ต้องขอโทษ ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขสิ่งที่เขาได้ทำลายมันลงด้วยมือของตัวเอง

การไล่ตามที่สิ้นหวังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว บนเส้นทางที่โรยไปด้วยเศษซากของหัวใจที่แหลกสลาย…

บทที่ 6 การเดินทางไถ่บาป

เสียงหอบหายใจของคินดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก เขาวิ่งไปทั่วโรงเรียน ตามหาทุกซอกทุกมุมที่คิดว่าปิงปองอาจจะไปหลบซ่อนตัว แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ห้องสมุด, ดาดฟ้า, สวนหย่อมหลังโรงเรียน…ไร้วี่แววของเด็กหนุ่มที่เขากำลังตามหา

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด ชื่อของ “พรีม” และ “เจต” สลับกันปรากฏบนหน้าจอ แต่คินปัดทิ้งทุกสายอย่างไร้เยื่อใย ในตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการตามหาปิงปองให้เจอ ความรู้สึกผิดเหมือนหินก้อนใหญ่ที่ถ่วงทับลงบนบ่าของเขาจนแทบจะยืนไม่อยู่ เขาเป็นคนเริ่มเกมบ้าๆ นี้ เขาเป็นคนสร้างโลกจอมปลอมขึ้นมา และเขาก็เป็นคนปล่อยให้มันพังทลายลงต่อหน้าต่อตาปิงปอง

เมื่อหมดหวังที่โรงเรียน ความคิดเดียวที่เหลืออยู่คือ “บ้าน” บ้านไม้หลังเล็กในซอยแคบๆ ที่เขาเคยรู้สึกสมเพช แต่ตอนนี้มันกลับเป็นเหมือนแสงสว่างเดียวที่เหลืออยู่

คินขับรถไปยังบ้านของปิงปองด้วยหัวใจที่บีบรัด เขากลัว…เขากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่นั่น เมื่อไปถึง เขาก็เห็นแม่ของปิงปองนั่งอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้ากังวล

“อ้าว หนูคิน” นายทักขึ้นเมื่อเห็นเขา “มาหาปิงปองเหรอจ๊ะ แต่น้องยังไม่กลับมาเลย นี่ก็เย็นมากแล้ว ปกติไม่เคยกลับช้าขนาดนี้”

คำพูดของแม่ปิงปองเหมือนมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลของคิน ปิงปองไม่ได้กลับบ้าน…นั่นหมายความว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังหลงทางอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง พร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย

“นายน้าครับ” คินคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าหญิงวัยกลางคน ทำลายความประหลาดใจให้กับนาย “เราขอโทษ…ทุกอย่างเป็นความผิดของเราเอง”

น้ำตาของลูกผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้น เขาสารภาพเรื่องราวทั้งหมดออกมา ทั้งเรื่องการพนัน เรื่องรถบิ๊กไบค์ และการหลอกลวงที่เขาสร้างขึ้น ยิ่งเขาพูด ความเจ็บปวดในแววตาของแม่ปิงปองก็ยิ่งฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ แต่นายไม่ได้ด่าทอหรือทุบตีเขา นายเพียงแค่มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง

“น้าเคยคิดว่าหนูเป็นเด็กดี” นายกล่าวเสียงสั่นเครือ “น้าเห็นปิงปองมีความสุขมากแค่ไหนเวลาที่เขาอยู่กับหนู น้าไม่เคยเห็นเขายิ้มได้สดใสขนาดนั้นมาก่อน…ทำไมถึงทำกับลูกน้าแบบนี้”

คำถามนั้นไม่มีคำตอบ คินทำได้เพียงก้มหน้ารับความผิดทั้งหมด “เราจะตามเขากลับมาให้ได้ครับ เราสัญญา”

วันแล้ววันเล่าผ่านไป…ปิงปองยังคงไม่กลับบ้านและไม่ไปโรงเรียน คินทิ้งทุกอย่างในชีวิตของเขา เขาไม่ไปโรงเรียน ไม่รับโทรศัพท์จากใคร ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการขับรถวนเวียนไปตามที่ต่างๆ เพื่อตามหาปิงปอง เขาไปที่ร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้า นั่งลงที่โต๊ะตัวเดิมในร้านกาแฟที่พวกเขาเคยคุยกัน ทุกสถานที่มีแต่ภาพความทรงจำที่ตอกย้ำความผิดของเขาให้ชัดเจนขึ้น

เขาเหมือนคนบ้าที่เฝ้าถามรูปของปิงปองในมือกับคนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมา แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็น

จนกระทั่งในคืนวันที่สามที่เขาแทบไม่ได้นอน ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว…ดวงดาว

‘เวลาที่รู้สึกไม่ดี เราชอบมองดูดาวบนฟ้า มันทำให้รู้สึกว่าปัญหาของเรามันเล็กนิดเดียว’

คำพูดของปิงปองในร้านหนังสือวันนั้นดังก้องขึ้นมา เขาต้องหาที่ที่เงียบสงบ ที่ที่มองเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจน และแล้วเขาก็นึกขึ้นได้…ปิงปองเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่าตอนเด็กๆ เวลาที่โดนเพื่อนแกล้ง เขาชอบไปนั่งเล่นคนเดียวที่ริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้าน มันเป็นสถานที่ลับของเขา

ความหวังสุดท้ายจุดประกายขึ้นอีกครั้ง

คินรีบสตาร์ทรถ มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เขาจำได้ลางๆ ว่าปิงปองเคยชี้ให้ดูบนแผนที่ มันเป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยและมืดมิด แต่เขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

ในที่สุด เขาก็มาถึงริมแม่น้ำที่เงียบสงบ แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ และที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมตลิ่ง…เขาก็เห็นเงาของร่างที่คุ้นเคยนั่งกอดเข่าอยู่เพียงลำพัง

ร่างนั้นดูซูบผอมและอ้างว้างกว่าที่เขาเคยเห็น

“ปิงปอง…”

คินเรียกชื่อนั้นออกไปเสียงแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ร่างที่นั่งนิ่งสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้หันกลับมามอง

หัวใจของคินเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจที่ตามหาจนเจอ และเจ็บปวดที่เห็นสภาพของอีกฝ่าย เขาก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ ค่อยๆ เดินเข้าไปหาร่างนั้น ราวกับกลัวว่าถ้าส่งเสียงดังเกินไป ภาพตรงหน้าจะสลายหายไปเหมือนความฝัน

การเดินทางเพื่อไถ่บาปของเขา…ได้นำเขามาถึงจุดเริ่มต้นของการให้อภัยแล้ว

บทที่ 7 แสงดาวแห่งความหวัง

ความเงียบระหว่างคนสองคนหนักอึ้งยิ่งกว่าความมืดของรัตติกาล ปิงปองยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงแผ่นหลังที่สั่นสะท้านน้อยๆ เท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขารับรู้ถึงการมาของคิน

คินหยุดยืนอยู่ห่างจากปิงปองเพียงไม่กี่ก้าว เขาไม่กล้าที่จะขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ กลัวว่าจะเป็นการรุกล้ำพื้นที่อันเปราะบางของอีกฝ่าย เขาทำได้เพียงมองแผ่นหลังนั้นด้วยหัวใจที่ปวดร้าว

“ปิงปอง…” เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงสั่นเครือและแหบแห้ง “เราขอโทษ”

เป็นคำพูดที่เขาอยากจะพูดมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา แต่เมื่อได้พูดออกไปจริงๆ มันกลับรู้สึกว่าช่างเบาหวิวและไม่สมเหตุสมผลกับความผิดที่เขาก่อขึ้น

“เรารู้ว่าคำขอโทษมันไม่มีความหมายอะไรเลย” คินพูดต่อ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าที่เย็นชื้น “เรามันโง่ เรามันเลว เราใช้นายเป็นเครื่องมือในเกมพนันบ้าๆ เราทำลายความรู้สึกของนาย…เรายอมรับผิดทุกอย่าง”

เขาก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาแม้กระทั่งแผ่นหลังของอีกฝ่าย “ตอนแรก…มันเป็นแค่เกมจริงๆ แต่พอได้รู้จักนาย ได้เห็นความดีของนาย…เราก็ตกหลุมรักนายเข้าจริงๆ โดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกที่เรามีให้นายในตอนนี้มันคือเรื่องจริงนะปิงปอง เรารักนาย”

คำสารภาพรักที่ควรจะหอมหวานกลับเต็มไปด้วยความขมขื่น

ในที่สุด ปิงปองก็ขยับตัว เขาหันหน้ากลับมามองคินช้าๆ แสงจันทร์เผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบตอบและดวงตาที่บวมช้ำ คราบน้ำตาแห้งกรังเกาะอยู่บนแก้ม ดวงตาคู่นั้นเคยเต็มไปด้วยความไว้วางใจที่ส่องประกายสดใส แต่ตอนนี้มันกลับว่างเปล่าและมืดมน

“ทำไม” เสียงของปิงปองแหบพร่าและเบาหวิว “ทำไมต้องเป็นเรา…แค่เพราะเราดูน่าสมเพชในสายตาพวกนายเหรอ แค่เพราะเรามันจน ไม่มีใครสนใจ…มันเลยสนุกมากใช่ไหมที่ได้หลอกกัน”

ทุกคำถามคือมีดที่มองไม่เห็น มันทิ่มแทงลงกลางใจของคินจนจุกไปหมด

“มันไม่ใช่แบบนั้น…”

“แล้วมันแบบไหน!” ปิงปองขึ้นเสียงเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “นายไม่รู้หรอกว่านายทำลายอะไรไปบ้าง! นายไม่ได้ทำลายแค่หัวใจของเรา แต่นายทำลายความเชื่อใจทั้งหมดที่เราเคยมี! โลกทั้งใบที่เราคิดว่ามันสวยงาม…นายเป็นคนพังมันลงมาเองกับมือ!”

น้ำตาหยดใหม่เริ่มไหลรินจากดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น

คินอยากจะเข้าไปกอด อยากจะเช็ดน้ำตาให้ แต่เขารู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์นั้นอีกแล้ว เขาทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ รับฟังความเจ็บปวดทั้งหมดที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมา

“เราขอโทษ…เรารู้ว่าเราไม่มีสิทธิ์ขอให้นายยกโทษให้” คินกล่าว “เราไม่ขออะไรเลย แค่อยากให้นายรู้ว่าเราเสียใจจริงๆ และเราจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง”

เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “แม่ของนายเป็นห่วงมากนะปิงปอง…ท่านรอนายกลับบ้านทุกวัน”

คำพูดเรื่องแม่ทำให้ปิงปองชะงักไป เขาก้มหน้าลงมองพื้นหญ้าเงียบๆ

คินเห็นดังนั้นจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “กลับบ้านเถอะนะ อย่างน้อยก็เพื่อแม่ของนาย ส่วนเรา…เราจะไม่เข้าไปวุ่นวายในชีวิตของนายอีก เราจะไปจากที่นี่ แต่ก่อนไป…ขอเราทำหน้าที่ส่งนายกลับบ้านให้ปลอดภัยเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม”

ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดและเสียงไหลของสายน้ำ คินนั่งรออย่างอดทน เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าปิงปองอาจจะไล่เขาไป แต่เขาก็จะรออยู่ตรงนี้จนกว่าจะแน่ใจว่าปิงปองปลอดภัย

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนคินคิดว่าความหวังทั้งหมดคงจบสิ้นลงแล้ว แต่แล้ว…ปิงปองก็ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาไม่ได้มองมาที่คิน แต่สายตาของเขาทอดมองไปยังถนนที่ทอดออกจากริมแม่น้ำแห่งนี้

มันไม่ใช่การให้อภัย และมันยังไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่มันคือสัญญาณ…สัญญาณว่าเขายอมที่จะก้าวเดินต่อไป

คินลุกขึ้นยืนช้าๆ หัวใจของเขาพองโตขึ้นด้วยความหวังริบหรี่ เขารักษาระยะห่าง เดินตามหลังปิงปองไปเงียบๆ ไปยังรถที่จอดอยู่

บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวยังคงส่องแสงประกายงดงามไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าหัวใจของคนสองคนจะเพิ่งผ่านพายุลูกใหญ่มาหมาดๆ ก็ตาม เส้นทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกล บาดแผลลึกที่ถูกกรีดลงบนหัวใจอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการรักษา แต่ ณ วินาทีนี้ ที่ใต้แสงดาวแห่งความหวัง…การเดินทางเพื่อเยียวยาบาดแผลนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

บทที่ 8 บนเส้นทางแห่งการเยียวยา

บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศ คินขับรถด้วยความเร็วไม่มากนัก สายตาจับจ้องอยู่บนถนนเบื้องหน้า แต่สมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่ที่ร่างบอบบางที่นั่งอยู่ข้างๆ

ปิงปองเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงไฟจากเสาไฟฟ้าและตึกรามบ้านช่องสาดกระทบใบหน้าของเขาเป็นระยะ เผยให้เห็นแววตาที่ยังคงว่างเปล่า ไม่มีการพูดคุย ไม่มีการสบตา ความห่างเหินที่มองไม่เห็นคั่นกลางระหว่างคนสองคนไว้ ราวกับมีกำแพงแก้วหนาทึบกั้นอยู่

เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยที่คุ้นเคยและจอดลงสนิทหน้าบ้านไม้หลังเล็ก ประตูบ้านก็เปิดผางออกทันทีราวกับคนในบ้านเฝ้ารออยู่ตลอดเวลา แม่ของปิงปองวิ่งถลาออกมาด้วยน้ำตานองหน้า

“ปิงปอง! ลูกแม่!”

นายโผเข้ากอดร่างของลูกชายไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะสลายหายไปอีกครั้ง ปิงปองยืนนิ่งให้แม่กอดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยกแขนขึ้นกอดตอบเบาๆ “เราขอโทษครับแม่…ที่ทำให้เป็นห่วง”

คินก้าวลงจากรถและยืนมองภาพนั้นอยู่ห่างๆ เขาไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้กว่านั้น ความรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกที่ไม่สมควรอยู่ตรงนี้มันชัดเจนเหลือเกิน เขามองเห็นความรักและความผูกพันอันแข็งแกร่งของสองแม่ลูก และมันยิ่งตอกย้ำว่าเขาได้ทำลายโลกที่สงบสุขของพวกเขาไปมากเพียงใด

แม่ของปิงปองคลายอ้อมกอดออกแล้วหันมามองคิน สายตาของนายไม่ได้มีความโกรธแค้น แต่เป็นแววตาที่ซับซ้อนซึ่งคินไม่สามารถอ่านความหมายได้ทั้งหมด นายเพียงแค่พยักหน้าให้เขาเบาๆ หนึ่งครั้ง เป็นทั้งการขอบนายที่พาลูกชายนายกลับมาและเป็นการบอกลาไปในตัว

คินเข้าใจความหมายนั้นดี เขาหันไปสบตากับปิงปองเป็นครั้งสุดท้าย

“ดูแลตัวเองดีๆ นะ” เขากล่าวเสียงแผ่ว “เรา…ไปแล้วนะ”

จากนั้นเขาหันไปทางแม่ของปิงปอง โค้งตัวลงต่ำอย่างนอบน้อมที่สุด “เราขอโทษอีกครั้งสำหรับทุกอย่างที่เราได้ก่อขึ้นครับ”

เขาไม่รอฟังคำตอบใดๆ รีบหันหลังกลับขึ้นรถและขับออกไปจากซอยนั้นอย่างรวดเร็ว ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นผ่านกระจกมองหลังคือร่างของสองแม่ลูกที่กอดกันกลมอยู่หน้าบ้าน…โลกที่เขาไม่มีวันได้เป็นส่วนหนึ่งอีกต่อไป

วันรุ่งขึ้น คินกลับไปที่โรงเรียน แต่เขาไม่ได้ไปเพื่อเรียนหนังสือ เขาเดินตรงไปเผชิญหน้ากับผลของการกระทำของตัวเอง

เขาบอกเลิกกับพรีมอย่างเป็นทางการ นายทั้งกรีดร้องและต่อว่าเขา แต่คินก็เพียงแค่รับฟังเงียบๆ แล้วเดินจากมา เขาไปหาเจตและกลุ่มเพื่อน บอกพวกเขาว่าเกมทุกอย่างจบแล้ว และมิตรภาพที่สร้างขึ้นจากความคึกคะนองแบบนี้ เขาก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไป

การกระทำของคินสร้างความตกตะลึงไปทั่ว แต่เขาไม่สนใจ เขาได้สลัดตัวตนเก่าๆ ของตัวเองทิ้งไปแล้วที่ริมแม่น้ำในคืนนั้น เด็กหนุ่มผู้เอาแต่ใจและเย่อหยิ่งได้ตายจากไปแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มที่กำลังเริ่มต้นการเดินทางเพื่อไถ่บาปของตัวเอง

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา…

ชีวิตของปิงปองค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติ เขาไปโรงเรียน ช่วยแม่ทำงานที่ร้าน และกลับมาทำการบ้านที่บ้าน แผลในใจยังคงอยู่ มันเป็นเหมือนรอยแผลเป็นที่จะไม่มีวันจางหาย แต่ความเจ็บปวดที่เคยแสนสาหัสได้เริ่มบรรเทาลงแล้ว ความรักจากแม่และความเข้าใจจากเพื่อนสนิทไม่กี่คนที่รู้เรื่องราว ช่วยเป็นยาชะโลมใจให้เขาอย่างดี

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังจะออกจากโรงเรียน ก็มีพนักงานส่งของนำกล่องพัสดุขนาดกลางมาส่งให้เขา จ่าหน้าซองถึงชื่อเขา แต่ไม่มีชื่อผู้ส่ง

ปิงปองเปิดกล่องออกดูด้วยความแปลกใจ สิ่งที่อยู่ข้างในคือหนังสือเล่มหนาปกแข็งเกี่ยวกับดาราศาสตร์และการดูดาว เป็นฉบับพิมพ์พิเศษที่เขาเคยได้แต่ยืนมองตาละห้อยในร้านหนังสือวันนั้นเพราะมันราคาแพงเกินไป

เมื่อเปิดหนังสือหน้าแรกออก เขาก็เห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ สอดไว้ มีเพียงข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือที่คุ้นเคย

‘สำหรับไว้มองดูดาว’

ไม่มีการลงชื่อ ไม่มีการขอโทษ ไม่มีคำพูดพร่ำเพรื่อใดๆ

ปิงปองยืนนิ่ง มองข้อความนั้นอยู่นาน เขาไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่ใช่ความโกรธหรือความเกลียดชังอีกต่อไปแล้ว เขายกหนังสือขึ้นแนบอก ค่อยๆ เดินกลับบ้านไปตามทางที่คุ้นเคย

คืนนั้น เขานั่งลงที่ริมหน้าต่างห้องนอน เปิดหนังสือเล่มใหม่ออกอ่านทีละหน้าอย่างทะนุถนอม ข้างนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายังคงกว้างใหญ่และดวงดาวยังคงส่องแสงเช่นเดิม

อดีตไม่สามารถลบเลือนได้ และอนาคตก็ยังคงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ในค่ำคืนนี้ ภายใต้แสงดาวนับล้านดวง ปิงปองรู้สึกได้ว่า…บางที…สักวันหนึ่ง เขาอาจจะพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งก็ได้

บทที่ 9 กาลเวลาและก้าวต่อไป

หนึ่งปีผ่านไป…

กาลเวลาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ฤดูกาลผันเปลี่ยน เช่นเดียวกับชีวิตของผู้คนในโรงเรียนมัธยมแห่งนั้น เรื่องราวของคินและปิงปองได้กลายเป็นเพียงตำนานบทหนึ่งที่นักเรียนรุ่นน้องเล่าขานต่อกัน ส่วนตัวละครในเรื่องราวต่างก็เติบโตและก้าวเดินไปบนเส้นทางของตนเอง

ปิงปองในวัยมัธยมปลายปีสุดท้ายไม่ใช่เด็กหนุ่มขี้อายที่ก้มหน้าหลบสายตาผู้คนคนเดิมอีกต่อไป แม้จะยังคงเป็นคนเงียบขรึมและรักสันโดษ แต่ในดวงตาของเขามีความมั่นคงและมั่นใจฉายชัดขึ้น เขาเรียนเก่งขึ้นจนได้ทุนการศึกษาของโรงเรียน แบ่งเบาภาระของแม่ไปได้มาก เขามีเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง รอยแผลเป็นในใจยังคงอยู่ แต่เขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้มแข็ง

ส่วนคินก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเช่นกัน เขาตัดขาดจากกลุ่มเพื่อนเก่าโดยสิ้นเชิง เลิกทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และหันมาทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างจริงจังจนน่าประหลาดใจ ความเย่อหยิ่งและรอยยิ้มเสแสร้งหายไป ถูกแทนที่ด้วยท่าทีที่สุขุมและแววตาที่沉 tĩnh (เฉินจิ้ง – สงบนิ่ง) ลุ่มลึกขึ้น เขาไม่ได้พยายามที่จะแก้ไขอดีต แต่เลือกที่จะเรียนรู้จากมันและสร้างปัจจุบันที่ดีกว่า

ทั้งสองคนยังคงเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน แต่กลับไม่เคยโคจรมาพบกันใกล้ๆ อีกเลย ราวกับมีเส้นขนานที่มองไม่เห็นขีดแบ่งพวกเขาไว้ จนกระทั่งวันหนึ่ง…

วันนั้นเป็นวันเปิดบ้าน (Open House) ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง นักเรียนชั้นปีสุดท้ายจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลกันมาเพื่อค้นหาคณะที่ใช่สำหรับอนาคตของตนเอง

ปิงปองกำลังยืนดูบอร์ดนิทรรศการของคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์อย่างตั้งอกตั้งใจ ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อได้เห็นภาพถ่ายของกาแล็กซีและเนบิวลาต่างๆ ที่เขาเคยเห็นแต่ในหนังสือ

“นายยังชอบเรื่องดวงดาวเหมือนเดิมเลยนะ”

เสียงทุ้มที่ไม่ได้ยินมานานดังขึ้นจากด้านข้าง ทำให้ปิงปองหัวใจกระตุกเล็กน้อย เขาหันไปและพบกับคินที่ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดไปรเวทเรียบง่าย

มันเป็นการพบกันโดยบังเอิญครั้งแรกในรอบหนึ่งปี

ความเงียบเข้าครอบงำชั่วครู่ ก่อนที่ปิงปองจะเป็นฝ่ายทำลายมันลง “นายก็มาที่นี่เหมือนกันเหรอ”

“อืม” คินพยักหน้า “เราสนใจคณะสถาปัตยกรรมน่ะ อยู่ตึกข้างๆ” เขามองไปยังบอร์ดที่ปิงปองกำลังดูอยู่ “คณะนี้เหมาะกับนายดีนะ”

“ก็คงงั้น” ปิงปองตอบรับเบาๆ “แล้วนาย…”

บทสนทนาของพวกเขาดำเนินไปอย่างตะกุกตะกักในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความประหม่าก็ค่อยๆ จางหายไป พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องอนาคต เรื่องการสอบ และเรื่องสัพเพเหระ คินไม่ได้พยายามใช้คารมคมคายใดๆ เขาเพียงแค่พูดคุยอย่างจริงใจ ส่วนปิงปองก็ไม่ได้หลบตา เขาสามารถสบตาและพูดคุยกับคินได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“กาแล็กซีแอนโดรเมดากำลังเคลื่อนที่เข้าหาทางช้างเผือกของเราด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อวินาที” อยู่ๆ ปิงปองก็พูดขึ้นมา พลางชี้ไปที่ภาพกาแล็กซีขนาดใหญ่บนบอร์ด “นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกประมาณสี่พันล้านปีข้างหน้า กาแล็กซีของเรากับแอนโดรเมดาจะชนกัน”

คินมองตามแล้วยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มจริงใจรอยยิ้มแรกที่ปิงปองได้เห็นในรอบปี “แล้วมันจะเป็นยังไงต่อ”

“มันจะไม่ใช่การชนกันแบบที่รถชนกัน แต่เป็นการรวมตัวกัน กลายเป็นกาแล็กซีขนาดใหญ่ขึ้นเพียงหนึ่งเดียว” ปิงปองอธิบาย “ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะไม่ชนกันด้วยซ้ำ เพราะมีพื้นที่ว่างระหว่างดาวมหาศาล…มันคือการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

คินตั้งใจฟังอย่างสนใจ “เหมือนกับการทำลายเพื่อสร้างใหม่สินะ”

ปิงปองพยักหน้า และในวินาทีนั้นเองที่สายตาของพวกเขาสบกัน ความเข้าใจบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ

เมื่อถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกัน บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป ความอึดอัดได้สลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสบายๆ อย่างน่าประหลาด

“เอ่อ…ดีใจที่ได้เจอนะปิงปอง” คินเอ่ยขึ้นก่อน

“เช่นกัน”

“ไว้…ถ้าไม่รังเกียจ” คินพูดต่อด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย “ไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟบ้างได้ไหม…ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง”

เขารีบเสริมต่อทันที “แน่นอนว่าไม่ต้องรีบตอบก็ได้นะ ไม่ต้องกดดันตัวเอง” เขายื่นโทรศัพท์ของเขาให้ “ถ้านายโอเค…ก็แค่ส่งข้อความมา”

การกระทำของคินคือการมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้ปิงปองอย่างแท้จริง

ปิงปองมองหน้าคินสลับกับโทรศัพท์ในมือของอีกฝ่าย เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรของเขาลงไปในเครื่องของคินแทน

“ไม่ต้องรอข้อความหรอก” ปิงปองพูดพลางยื่นโทรศัพท์คืน “ถ้าจะชวน…ก็โทรมาเลยก็แล้วกัน”

รอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนผุดขึ้นบนใบหน้าของคิน เขารับโทรศัพท์คืนมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ “ได้…ได้เลย”

ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปตามทางเดินของตัวเอง อดีตที่เจ็บปวดยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา แต่ปัจจุบันที่ต่างคนต่างเติบโตขึ้นก็ได้เปิดประตูบานใหม่ขึ้นมาแล้ว

บางที…การชนกันของกาแล็กซีในหัวใจของพวกเขาอาจจะจบลงแล้ว และตอนนี้ก็ได้เวลาของการรวมตัวกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่มั่นคงและสวยงามยิ่งกว่าเดิม…บนเส้นทางที่พวกเขาจะเลือกเดินไปพร้อมกันนับจากนี้

บทที่ 10 อวสาน

สองสัปดาห์ต่อมา ในร้านกาแฟเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วและเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ คินและปิงปองนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ถ้วยกาแฟอุ่นๆ คั่นกลางระหว่างพวกเขา มันเป็นเดทแรกอย่างเป็นทางการ…เดทแรกที่เริ่มต้นขึ้นจากความจริงใจ

บรรยากาศแตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง บทสนทนาไหลลื่นอย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาคุยกันเรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น คินเล่าถึงโปรเจกต์ออกแบบที่ท้าทายในคณะสถาปัตยกรรมฯ ส่วนปิงปองก็เล่าถึงความตื่นเต้นในการได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ของจริงเป็นครั้งแรกในคณะวิทยาศาสตร์

“เราไม่เคยคิดเลยว่าการคำนวณโครงสร้างตึกมันจะซับซ้อนขนาดนี้” คินหัวเราะ “บางทีการคำนวณวิถีโคจรของดาวเคราะห์อาจจะง่ายกว่า”

“ไม่จริงหรอก” ปิงปองอมยิ้ม “ทุกอย่างมีกฎเกณฑ์และความสวยงามของมันเอง นายแค่ต้องหามันให้เจอ”

รอยยิ้มของปิงปองยังคงเป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของคินสั่นไหวได้เสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความหลงใหลแบบเด็กๆ แต่เป็นความรู้สึกอบอุ่นที่เต็มตื้นอยู่ข้างใน

“มันแปลกดีนะ” ปิงปองพูดขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง “เส้นทางของเรา…กว่าจะมาถึงวันนี้ได้”

คินวางถ้วยกาแฟลง เขารู้ดีว่านี่คือบทสนทนาที่พวกเขาต้องข้ามผ่านไปให้ได้สักวันหนึ่ง

“เรารู้” เขากล่าวเสียงเรียบ แต่หนักแน่น “และเราก็ยังเสียใจกับมันทุกวันนะปิงปอง…เรื่องในอดีต”

“เรารู้” ปิงปองตอบกลับ เขาหันกลับมาสบตาคิน แววตาของเขาสงบนิ่ง “เราไม่ได้ลืม และคงไม่มีวันลืม แต่เราก็ไม่ได้จมอยู่กับมันแล้วเหมือนกัน คนเราทุกคนเคยทำผิดพลาด สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากมัน…ทั้งนายและเรา เราต่างก็เปลี่ยนไป”

“นายทำให้เราเปลี่ยนไป” คินสารภาพ “นายสอนให้เรารู้จักความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สอนให้เราเห็นนายค่าของความจริงใจมากกว่าวัตถุ…นายทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น”

พวกเขาต่างมองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน สื่อสารความรู้สึกมากมายที่คำพูดไม่สามารถบรรยายได้หมด อดีตที่เจ็บปวดได้หล่อหลอมให้พวกเขากลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิม และนำพาพวกเขากลับมาพบกันอีกครั้งบนเส้นทางที่ถูกต้อง

หลังจากออกจากร้านกาแฟ ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินที่ร่มรื่นของมหาวิทยาลัย แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นลำแสงอบอุ่น

คินหยุดเดินและหันมาเผชิญหน้ากับปิงปอง เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี

“ปิงปอง” เขาเอ่ยชื่อนั้นด้วยความทนุถนอม “เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ และเราก็จะไม่ขอให้นายลืมมัน แต่เราอยากจะขอโอกาส…สร้างอนาคตใหม่กับนายได้ไหม อนาคตที่เริ่มต้นจากศูนย์ ที่มีแต่ความจริงใจ ไม่มีการพนัน ไม่มีคำโกหก…มีแค่เราสองคน”

เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของปิงปอง “ให้เรา…เริ่มต้นกันใหม่อย่างแท้จริงได้ไหม”

ปิงปองไม่ได้ตอบในทันที เขามองผู้ชายตรงหน้า…ผู้ชายที่เคยทำลายหัวใจของเขาจนแหลกสลาย แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่เฝ้าตามหาและยอมรับผิดทุกอย่างโดยไม่มีข้อแก้ตัว เป็นคนที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อรอคอยโอกาสนี้อย่างอดทน

หยดน้ำใสๆ คลอขึ้นมาในดวงตาของปิงปอง…แต่มันคือน้ำตาแห่งความสุข

เขายื่นมือของเขาออกไป…และวางมันลงบนมือของคินที่รออยู่ก่อนแล้ว

รอยยิ้มที่งดงามที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของปิงปอง “อืม” เขาตอบรับเบาๆ “เริ่มต้นกันใหม่นะ…คิน”

วินาทีนั้นเองที่มือของคินกระชับมือของปิงปองไว้แน่น ความอบอุ่นแล่นผ่านจากฝ่ามือสู่หัวใจของคนทั้งสอง กาแล็กซีที่เคยแตกสลายในใจได้กลับมาหลอมรวมกันอีกครั้ง กลายเป็นจักรวาลแห่งใหม่ที่สว่างไสวและมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

นี่ไม่ใช่ตอนจบของเรื่องราว…แต่เป็นบทเริ่มต้นที่แท้จริงของความรักที่ผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลา ความรักที่เกิดจากบาดแผล เรียนรู้จากความผิดพลาด และเติบโตขึ้นอย่างงดงามภายใต้แสงดาวแห่งการให้อภัย

จบบริบูรณ์

ตอนพิเศษ จักรวาลของเรา

ค่ำคืนนั้นอากาศเย็นสบายกว่าทุกคืนในรอบเดือน บนยอดเนินเขาที่ห่างไกลจากแสงสีของเมืองหลวง ท้องฟ้าโปร่งจนมองเห็นหมู่ดาวนับล้านดวงพร่างพรายราวกับใครมาโปรยเพชรไว้บนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท

ปิงปองกำลังง่วนอยู่กับการปรับองศาของกล้องโทรทรรศน์ตัวเก่งของเขา ในขณะที่คินกางผ้าปูผืนหนาลงบนพื้นหญ้าและจัดเตรียมกระติกน้ำร้อนกับขนมที่เขาเตรียมมาอย่างขะมักเขม้น

นี่เป็นเดทที่แตกต่างออกไป…เป็นเดทที่ปิงปองเป็นคนเอ่ยปากชวนเอง

“คืนนี้กลุ่มดาวนายพราน (Orion) จะเห็นชัดเป็นพิเศษ” ปิงปองพูดขึ้นในที่สุด ดวงตาของเขายังคงจ้องมองผ่านเลนส์ “แล้วถ้าโชคดี เราอาจจะได้เห็นฝนดาวตกโอไรโอนิดส์ด้วย”

“เราไม่เคยรู้เลยว่าการออกมาดูดาวตอนกลางคืนมันจะสงบแบบนี้” คินพูดพลางขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ปิงปอง ยื่นแก้วโกโก้ร้อนส่งให้ “ปกติเวลานี้ถ้าไม่อ่านหนังสือ ก็คงกำลังสเก็ตช์แบบจนหัวฟูอยู่”

ปิงปองรับแก้วมาถือไว้ ความอุ่นจากแก้วแผ่ซ่านสู่ฝ่ามือ เขายิ้มบางๆ “ขอบนายนะ”

ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันในความเงียบ แต่เป็นความเงียบที่อบอุ่นและสบายใจ ไม่มีความอึดอัดเหมือนในวันแรกๆ ที่พวกเขากลับมาคุยกันอีกครั้ง เวลาเกือบสองปีในรั้วมหาวิทยาลัยได้เยียวยาและถักทอสายใยแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นมาใหม่อย่างช้าๆ แต่มั่นคง

“นายดูมีความสุขมากเลยนะ เวลาที่ได้อยู่กับพวกมัน” คินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ

“พวกมัน?” ปิงปองเลิกคิ้ว

“ก็พวกดาวพวกนี้ไง” คินชี้ขึ้นไปบนฟ้า “ตาของนายเป็นประกายเหมือนกับพวกมันเลย”

คำพูดของคินทำให้ใบหน้าของปิงปองร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาแสร้งกระแอมแล้วหันไปปรับกล้อง “อยากลองดูไหม…ดาวซีรีอุส (Sirius) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืนเลยนะ”

คินพยักหน้าแล้วขยับเข้าไปมองผ่านเลนส์ตามที่ปิงปองแนะนำ ภาพของจุดแสงสีขาวอมฟ้าที่สว่างไสวจนน่าทึ่งปรากฏขึ้นเต็มสายตา “สวย…สวยมากจริงๆ”

“ดาวทุกดวงที่เราเห็น” ปิงปองเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงเปี่ยมชีวิตชีวา “แสงของมันต้องเดินทางมาไกลแสนไกลกว่าจะถึงตาเรา บางดวงที่เราเห็นอยู่ตอนนี้…เจ้าของแสงอาจจะดับสลายไปแล้วก็ได้ เรากำลังมองดูอดีตของมันอยู่”

คินละสายตาจากเลนส์แล้วหันมามองใบหน้าด้านข้างของปิงปองที่กำลังจ้องมองท้องฟ้าด้วยความหลงใหล “เหมือนกับเราเลยสินะ”

ปิงปองชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจความหมาย “อดีตของเรามันอาจจะไม่ได้สวยงามเหมือนแสงดาว”

“แต่มันก็ทำให้เรามีปัจจุบันที่สว่างไสวแบบนี้ไง” คินพูดต่อ เขายกมือขึ้นเกลี่ยปอยเราที่ปรกหน้าผากของปิงปองออกเบาๆ “ขอบนายนะที่ยอมให้โอกาสผู้ชายงี่เง่าคนนี้อีกครั้ง”

“เราก็ขอบนายนายเหมือนกัน…ที่ไม่เคยยอมแพ้”

ท่ามกลางแสงดาวนับล้านดวง สายตาของพวกเขาสองคนสบประสานกัน ในนั้นไม่มีเงาของความเจ็บปวดในอดีตหลงเหลืออยู่ มีเพียงความรักและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง

“เรามีอะไรจะให้” คินพูดขึ้น เขาลุกขึ้นไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มกล่องเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเป้

เขากลับมานั่งลงตรงหน้าปิงปองแล้วยื่นกล่องนั้นให้

ปิงปองรับมาเปิดดูอย่างงงๆ ข้างในคือสร้อยคอเงินเรียบๆ พร้อมจี้รูปกลุ่มดาวขนาดเล็กที่คุ้นตา…กลุ่มดาวนายพราน ที่แต่ละดวงถูกแทนที่ด้วยเพชรเม็ดจิ๋วที่ส่องประกายระยิบระยับเมื่อต้องแสงจันทร์

“คิน…นี่มัน”

“เรารู้ว่านายชอบกลุ่มดาวนี้” คินกล่าว “เราอยากให้นายมีจักรวาลเล็กๆ เป็นของตัวเองติดตัวไว้…เผื่อวันไหนที่ท้องฟ้ามีเมฆมาก อย่างน้อยนายก็ยังมีดาวของนายอยู่ตรงนี้”

เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่เริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอ “สำหรับเรา…นายอาจจะชอบมองดูดาวบนฟ้า แต่สำหรับเราแล้ว…นายคือจักรวาลทั้งใบของเรานะปิงปอง”

หยดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาอาบแก้มใส ปิงปองพูดอะไรไม่ออก เขาทำได้เพียงพยักหน้าช้าๆ คินยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาหยิบสร้อยขึ้นมาแล้วบรรจงสวมมันให้กับปิงปอง ความเย็นของโลหะกระทบกับผิวเนื้ออุ่นๆ พร้อมกับปลายนิ้วของคินที่สัมผัสต้นคอของเขาแผ่วเบา ทำให้หัวใจของปิงปองเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา

เมื่อสวมสร้อยเสร็จเรียบร้อย คินก็ไม่ได้ผละออกไปไหน เขายังคงอยู่ในระยะใกล้ ใบหน้าของพวกเขาห่างกันเพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาทาบมือลงบนแก้มของปิงปอง ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา

“เรารักนายนะ”

คำบอกรักที่มาพร้อมกับการกระทำที่พิสูจน์แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันหนักแน่นและจริงใจจนสามารถลบเลือนทุกความกลัวในใจของปิงปองได้หมดสิ้น

แล้วคินก็ค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมา ประทับริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากของปิงปองอย่างนุ่มนวล มันเป็นจูบแรกของค่ำคืนที่แสนหวาน จูบที่ไม่มีความลังเล ไม่มีความรู้สึกผิด แต่เต็มไปด้วยความรัก ความทะนุถนอม และคำมั่นสัญญาสำหรับอนาคต

พวกเขาจูบกันเนิ่นนานอยู่ภายใต้แสงดาวนับล้านดวงที่เป็นพยานในความรักครั้งใหม่นี้…ความรักที่เริ่มต้นจากคำหลอกลวง แต่กลับเติบโตและเบ่งบานจนกลายเป็นจักรวาลที่แท้จริงของกันและกัน.

นิยายวาย BL Tags:BL, BLStory, นิยาย, นิยายวาย, วาย

แนะแนวเรื่อง

Previous Post: จังหวะรักหน้าฮ้าน

Related Posts

เมียคืนเดียวของมาเฟีย (Mpreg) นิยายวาย BL
คลั่งรักเด็กดื้อ นิยายวาย BL
หนุ่มบ้านไร่ป่วนหัวใจดาราตกอับ นิยายวาย BL
จังหวะรักหน้าฮ้าน นิยายวาย BL
แฟนที่ดีคือแฟนใหญ่ นิยายวาย BL
ซุปตาร์หน้าใสป่วนหัวใจยัยช่างแต่งหน้า นิยายวาย BL

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Archives

  • มกราคม 2026

Categories

  • นิยายวาย BL

Copyright © 2026 Novel Sanook.

Powered by PressBook Masonry Dark