
เมียคืนเดียวของมาเฟีย
ตอนที่ 1 ค่ำคืนแห่งรอยแผล
เสียงดนตรีแจ๊สหนักๆ คลอเคล้ากับเสียงหัวเราะและแก้วไวน์กระทบกันดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมระย้าคริสตัลสาดส่องลงมากระทบเงาของเหล่าบุรุษในชุดสูทราคาแพง ผู้ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด งานเลี้ยงคืนนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองความสำเร็จของ “พยัคฆ์ทมิฬ” แก๊งมาเฟียที่ทรงอำนาจที่สุดในประเทศ และศูนย์กลางของงานในค่ำคืนนี้ก็คือ ‘อังเดร’ หรือ อังเดร วงศ์ไพศาลสกุล ผู้นำรุ่นที่สามของแก๊ง
อังเดรในวัย 28 ปี คือภาพจำของพญาราชสีห์ในร่างมนุษย์ ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลีขับเน้นเรือนกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจากการฝึกฝนอย่างหนัก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายติดจะเย็นชา นัยน์ตาสีนิลคมกริบดุจเหยี่ยวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ เพียงแค่ตวัดสายตามอง ใครๆ ก็ต่างพากันหลบตาด้วยความเกรงขาม เขานั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่กลางห้อง VIP ยกแก้ววิสกี้สีอำพันขึ้นจิบอย่างช้าๆ รับฟังคำเยินยอและคำอวยพรจากพันธมิตรแก๊งต่างๆ ด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ยินดีด้วยนะคุณอังเดร ที่โปรเจกต์ท่าเรือผ่านฉลุยแบบนี้” เจ้าสัวสมบัติ โค้งตัวเล็กน้อย
อังเดรเพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ “ก็ต้องขอบคุณเจ้าสัวที่ช่วยดูแล”
แม้ปากจะพูดขอบคุณ แต่แววตาของเขากลับไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ค่ำคืนนี้เขาดื่มไปมากเกินไป มากกว่าทุกครั้ง อาจเป็นเพราะความกดดันที่สะสมมานานหลายเดือน วันนี้เมื่อทุกอย่างลุล่วง กำแพงความอดทนของเขาก็พังทลายลง ความมึนเมาเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน เขาโบกมือให้ ‘ไกร’ มือขวาคนสนิท เข้ามารับช่วงต่อ ก่อนจะลุกขึ้นเดินโซเซไปยังห้องพักส่วนตัวที่ชั้นบนสุดของโรงแรม
ระหว่างทางเดินที่ปูด้วยพรมสีเลือดหมู ร่างสูงใหญ่ของอังเดรซวนไปมาจนเกือบจะล้ม แต่แล้วเขาก็รู้สึกได้ถึงมือเล็กๆ คู่หนึ่งที่เข้ามาประคองแขนเขาไว้
“คุณครับ… ให้ผมช่วยพยุงไปที่ห้องนะครับ”
อังเดรปรือตามองเจ้าของเสียงใสนั้นอย่างยากลำบาก ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดพนักงานเสิร์ฟของโรงแรม ใบหน้าหวานหมดจด ดวงตากลมโตสุกใสเหมือนลูกกวางตื่นภัย ริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ ผมสีดำสนิทที่ปรกหน้าผากเล็กน้อยทำให้ดูน่าเอ็นดู ความเมามายทำให้สัญชาตญาณดิบของอังเดรทำงานแทนเหตุผล กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นแป้งเด็กจากตัวเด็กหนุ่มปลุกเร้าอารมณ์บางอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เขาไม่พูดอะไร แต่กลับรวบร่างเล็กนั้นขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว ท่ามกลางความตกใจของอีกฝ่าย
“คุณ! จะทำอะไรครับ ปล่อยผมนะ!” เด็กหนุ่มดิ้นรน แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงของมาเฟียหนุ่มได้
อังเดรใช้คีย์การ์ดเปิดประตูห้องสวีทสุดหรูแล้วก้าวเข้าไป ก่อนจะใช้เท้าถีบประตูปิดตามหลังเสียงดังปัง! เขาโยนร่างเล็กๆ ลงบนเตียงคิงไซส์อย่างไม่เบานัก สติของเขาเลือนลางเต็มที รู้เพียงแต่ว่าเขาต้องการเด็กคนนี้ ต้องการครอบครองเรือนร่างที่บอบบางและกลิ่นหอมยั่วยวนนี้ ค่ำคืนนั้นผ่านไปพร้อมกับเสียงร้องไห้และเสียงอ้อนวอนที่แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกกลืนกินด้วยเสียงคำรามของพญาสิงห์ที่กำลังคลุ้มคลั่ง…
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาปลุกอังเดรให้ตื่นขึ้น เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตาให้ชินกับแสง ความเจ็บปวดที่ศีรษะแล่นปราดเข้ามาเป็นอันดับแรก เขาจำได้ลางๆ ว่าเมื่อคืนเขาเมาหนักมาก แล้วก็… เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นร่องรอยความยับยู่ยี่บนเตียงและคราบเลือดจางๆ บนผ้าปูที่นอนสีขาว ความทรงจำสุดท้ายที่พอจะนึกออกคือภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา และดวงตาที่มองมาอย่างหวาดกลัว
หัวใจของเขาหล่นวูบ “ฉิบหายแล้ว…” เขาสบถกับตัวเอง
เขาลุกขึ้นสำรวจร่างกาย พบว่าตัวเองยังอยู่ในชุดเมื่อคืนแต่กระดุมเสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย บนเตียงไม่มีใครแล้ว แต่สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งของบางอย่างตกอยู่ข้างหมอน มันคือสร้อยคอเงินเส้นเล็กๆ พร้อมกับจี้รูปดาวห้าแฉกที่สลักชื่อไว้ว่า ‘เจย์’
อังเดรกำสร้อยเส้นนั้นไว้ในมือแน่น ความรู้สึกผิดและสับสนถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เขาเป็นมาเฟีย เขาฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา แต่เขาไม่เคยขืนใจใคร โดยเฉพาะคนที่ไม่มีทางสู้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ และมันทำให้เขารู้สึกรังเกียจตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
เขาเรียกไกรเข้ามาทันที
“ไปสืบมา! เด็กเสิร์ฟที่ทำงานเมื่อคืน ชื่อ ‘เจย์’ ตามหาตัวมาให้เจอ!” อังเดรสั่งเสียงกร้าว
ไกรรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว แต่การตามหาตัว ‘เจย์’ กลับยากเย็นกว่าที่คิด โรงแรมแจ้งว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงพนักงานพาร์ทไทม์ที่มาทำงานแค่วันเดียวและใช้ชื่อปลอมในการสมัคร เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็พบว่าหลังจากออกจากห้องของอังเดรในช่วงเช้ามืด เด็กหนุ่มก็รีบวิ่งออกจากโรงแรมไปทันทีราวกับหนีตาย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา อังเดรไม่เคยหยุดตามหาเด็กคนนั้น สร้อยคอจี้รูปดาวกลายเป็นสิ่งเดียวที่เขามองดูทุกคืนเพื่อย้ำเตือนถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องตามหาขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่อยากจะชดใช้ หรืออาจจะเป็นเพราะแววตาคู่สวยที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำอันเลือนลางของเขา… เขาสั่งให้ลูกน้องกระจายกำลังตามหาทั่วประเทศ แต่ก็ไร้วี่แวว ราวกับว่า ‘เจย์’ ได้หายไปจากโลกนี้แล้ว
5 ปีต่อมา…
ณ ชานเมืองแห่งหนึ่ง ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเล็กๆ ในตึกแถวเก่าๆ กำลังคึกคักเป็นพิเศษในช่วงกลางวัน กลิ่นน้ำซุปสมุนไพรหอมกรุ่นลอยไปทั่วบริเวณ ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาไม่ขาดสาย
“แม่เจย์ครับ สตาร์เอาตะเกียบไปให้โต๊ะสามแล้วนะ” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัย 5 ขวบดังขึ้น
“เก่งมากลูก” ‘เจย์’ หรือ อนันดา ในวัย 24 ปี หันมายิ้มให้ลูกชายอย่างอ่อนโยน ใบหน้าของเขายังคงเค้าความหวานเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน แต่แววตาดูเป็นผู้ใหญ่และผ่านเรื่องราวมามากมาย เขาสวมผ้ากันเปื้อนกำลังลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างคล่องแคล่ว
‘น้องสตาร์’ คือแก้วตาดวงใจของเขา คือเหตุผลที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อหลังจากผ่านพ้นฝันร้ายในคืนนั้นมาได้ เขาหนีออกมาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับเงินเก็บก้อนสุดท้าย มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ตอนที่รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง เขาทั้งกลัวและสับสน แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่กลับบอกให้เขาสู้เพื่อลูกน้อยในท้อง เขาตั้งชื่อลูกว่า ‘สตาร์’ ตามจี้รูปดาวที่เขาทำหายไปในคืนนั้น… สร้อยคอที่เป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวของแม่เขา
ชีวิตของสองแม่ลูกแม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขตามอัตภาพ เจย์ทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูลูกชายให้ดีที่สุด เขาสอนให้สตาร์เป็นเด็กดี มีน้ำใจ และเข้มแข็ง
“คุณลุงครับ รับอะไรเพิ่มไหมครับ” สตาร์เดินเตาะแตะไปถามลูกค้าโต๊ะหนึ่งด้วยความน่ารักน่าชัง
ลูกค้ายิ้มเอ็นดู “ไม่แล้วครับคนเก่ง ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อยที่สุดเลยนะ บอกคุณพ่อด้วย”
“แน่นอนครับ! แม่เจย์ของหนูทำอร่อยที่สุดในโลก!” เด็กน้อยยืดอกพูดอย่างภูมิใจ
เจย์มองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เขาลืมเรื่องราวเลวร้ายในอดีตไปเกือบหมดสิ้นแล้ว หรืออย่างน้อย เขาก็พยายามจะลืมมัน และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เพื่อลูกชายสุดที่รักของเขาเท่านั้น โดยไม่รู้เลยว่า… โชคชะตากำลังจะพาวนกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้งในไม่ช้า
เย็นวันหนึ่งในคฤหาสน์ของอังเดร
“พี่ใหญ่ครับ วันนี้ผมไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเปิดใหม่มา โคตรอร่อยเลยครับ น้ำซุปเข้มข้นถึงใจมาก” ‘ชาติ’ หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของอังเดร รายงานด้วยท่าทางกระตือรือร้น
อังเดรที่กำลังนั่งดูเอกสารอยู่เหลือบตามองเล็กน้อย “ก็แค่ก๋วยเตี๋ยว”
“ไม่เหมือนที่อื่นนะครับพี่ใหญ่ ร้านเล็กๆ แต่รสชาติไม่เล็กเลย ผมว่าพี่ใหญ่น่าจะลองดูนะ เผื่อวันไหนเบื่ออาหารหรูๆ”
อังเดรนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ช่วงนี้เขาทำงานหนักจนรู้สึกเบื่ออาหารจริงๆ บางทีการเปลี่ยนบรรยากาศไปกินอะไรบ้านๆ อาจจะดีเหมือนกัน “งั้นพรุ่งนี้กลางวัน พาทุกคนไปกินที่นั่น”
“ครับพี่ใหญ่!” ชาติรับคำอย่างดีใจ
วันรุ่งขึ้น ขบวนรถยุโรปสีดำหลายคันเคลื่อนตัวมาจอดเทียบหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเล็กๆ ของเจย์ สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก ชายชุดดำหลายคนก้าวลงจากรถและยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ ก่อนที่ร่างสูงสง่าของอังเดรจะก้าวลงมาจากรถคันหรูเป็นคนสุดท้าย
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพร้านที่ดูธรรมดาเกินไป แต่เมื่อได้กลิ่นน้ำซุปที่หอมยั่วยวน เขาก็ยอมก้าวเท้าเข้ามาในร้าน
“ยินดีต้อนรับครับ…!” เสียงใสดังขึ้นจากในครัว ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินออกมาพร้อมกับสมุดจดออเดอร์แล้วก็ต้องชะงักค้างไป
วินาทีที่สายตาของทั้งสองสบกัน โลกทั้งใบของเจย์ราวกับหยุดหมุน ใบหน้าคมคายที่เคยปรากฏในฝันร้ายของเขาทุกคืน บัดนี้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ ความทรงจำที่พยายามฝังกลบมาตลอด 5 ปี หวนกลับคืนมาอย่างรุนแรงจนขาของเขาสั่นไปหมด
อังเดรเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ใบหน้าหวาน… ดวงตากลมโตคู่นั้น… แม้เวลาจะผ่านไป 5 ปี และอีกฝ่ายจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่เขาจำได้แม่นยำ… นี่คือเด็กหนุ่มที่เขาตามหามาตลอด!
“เจย์…” เขาพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ
แต่แล้วสายตาของอังเดรก็เหลือบไปเห็นเด็กชายตัวน้อยที่วิ่งออกมาจากหลังร้าน เด็กน้อยที่หน้าตาถอดแบบเขามาอย่างกับพิมพ์เดียวกัน… ทั้งโครงหน้า ดวงตาคมกริบ และริมฝีปากหยักได้รูป
“แม่เจย์ฮะ… คนพวกนี้น่ากลัวจัง” สตาร์วิ่งเข้ามากอดขาของเจย์ไว้แน่น พลางชำเลืองมองกลุ่มชายชุดดำอย่างหวาดๆ
อังเดรเบิกตากว้าง เขามองหน้าเด็กชายสลับกับใบหน้าซีดเผือดของเจย์ สมองอันชาญฉลาดของเขาประมวลผลทุกอย่างในเสี้ยววินาที… 5 ปีที่แล้ว… เด็กคนนี้อายุ 5 ขวบ… และใบหน้าที่เหมือนกับเขาตอนเด็กๆ…
ความจริงปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างจังจนเขาแทบล้มทั้งยืน หัวใจที่เคยด้านชากระตุกวูบอย่างรุนแรง
นี่คือ… ลูกของเขา…
และนี่คือ ‘เจย์’… คนที่เขาขืนใจในคืนนั้น… แม่ของลูกเขา…
ความลับที่ถูกปิดตายมานานถึง 5 ปี กำลังจะถูกเปิดเผย ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเล็กๆ แห่งนี้เอง…
ตอนที่ 2 พ่อค้าก๋วยเตี๋ยว
บรรยากาศภายในร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่เคยคึกคัก บัดนี้กลับเงียบสงัดลงถนัดตาราวกับถูกแช่แข็ง ลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ที่ยังนั่งอยู่ต่างพากันมองมาที่กลุ่มชายชุดดำและผู้นำของพวกเขาด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ก่อนจะรีบจ่ายเงินแล้วทยอยออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงอังเดรและลูกน้องของเขาที่ยืนนิ่งอยู่กลางร้าน และสองแม่ลูกที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังเคาน์เตอร์
เจย์รู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ เขาใช้สองแขนโอบกอดร่างเล็กๆ ของสตาร์ไว้แน่นราวกับจะปกป้องลูกจากอันตรายทั้งปวง สายตาของเขาจับจ้องไปยังชายผู้เป็นฝันร้ายของตนด้วยความหวาดกลัวและสับสน เขาไม่เคยคิด ไม่เคยฝันเลยว่าชีวิตนี้จะต้องกลับมาเจอผู้ชายคนนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์เช่นนี้
อังเดรยังคงยืนนิ่งงัน เขารู้สึกเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางอกอย่างจัง ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่มีใบหน้าเหมือนตัวเองราวกับแกะ มันคือหลักฐานมีชีวิตที่ปฏิเสธไม่ได้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขาตามหาคนคนหนึ่งด้วยความรู้สึกผิดและแรงปรารถนาที่ค้างคา แต่เขาไม่เคยจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา… ไม่เคยคิดว่าในค่ำคืนแห่งความผิดพลาดนั้น จะได้มอบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ลูก’ ให้กับเขา
“ทุกคน… ออกไปรอข้างนอก” อังเดรเอ่ยสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าผิดปกติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไกรและคนอื่นๆไม่เคยได้ยินมาก่อน
เหล่าลูกน้องแม้จะงุนงงแต่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พวกเขาก้มศีรษะให้แล้วเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบเชียบ เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดระหว่างคนสามคน
อังเดรค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่ามไว้ เจย์ถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณจนแผ่นหลังไปชิดกับผนังครัว เขาพยายามดันสตาร์ไปซ่อนไว้ข้างหลัง แต่เด็กน้อยกลับเกาะขาเขาแน่นไม่ยอมปล่อย
“อย่า… อย่าเข้ามานะ” เจย์พูดเสียงสั่น เขาพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อเผชิญหน้ากับอดีตที่หวนกลับมาหลอกหลอน
สายตาของอังเดรไม่ได้มองที่เจย์ แต่กลับจับจ้องไปที่เด็กชายตัวเล็กๆ ที่แอบมองเขาจากด้านหลังของผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองมาอย่างไม่เข้าใจและมีความหวาดระแวงฉายชัด อังเดรรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือลูกของเขา… ลูกชายคนเดียวของเขา แต่แววตาแรกที่ลูกมองเขากลับเป็นความกลัว
“เขาชื่ออะไร” อังเดรถามเสียงเรียบ พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน
เจย์เม้มปากแน่น เขาไม่ต้องการจะตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น เขาอยากให้ผู้ชายคนนี้หายไปจากชีวิตของเขาและลูกเสียที
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ อังเดรจึงลองถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมอย่างไม่รู้ตัว “เด็กคนนี้… ชื่ออะไร”
สตาร์ที่ได้ยินคนตัวโตถามถึงชื่อตัวเอง จึงโผล่หน้าออกมาเล็กน้อยแล้วตอบด้วยเสียงใส “หนูชื่อสตาร์ครับ”
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจของอังเดร… สตาร์… ชื่อที่มาจากสร้อยคอจี้รูปดาวของแม่เขา… มันชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้อีกต่อไป
“อายุเท่าไหร่” อังเดรถามต่อ สายตาไม่ละไปจากใบหน้าน้อยๆ นั้นเลย
“ห้าขวบครับ!” เด็กน้อยชูห้านิ้วขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ
ห้าขวบ… ทุกอย่างลงล็อกพอดี อังเดรหลับตาลงช้าๆ เพื่อซ่อนความรู้สึกหลากหลายที่ตีรวนอยู่ในอก ทั้งตกใจ ดีใจ สับสน และรู้สึกผิดอย่างมหันต์ เขาทำลายชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างชีวิตใหม่ขึ้นมา
เขาหันกลับมาสบตากับเจย์อีกครั้ง คราวนี้แววตาของเขาไม่ได้เย็นชาหรือน่าเกรงขามเหมือนเคย แต่มันเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่เจย์เองก็อ่านไม่ออก “ฉัน… ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
“เราไม่มีอะไรต้องคุยกัน” เจย์ตอบกลับเสียงแข็ง “เชิญคุณออกจากร้านผมไปได้แล้ว ผมจะปิดร้าน”
“แต่เรามี” อังเดรสวนกลับทันที “เรามีเรื่องใหญ่ที่ต้องคุยกัน… เรื่องของเด็กคนนี้”
คำพูดของอังเดรทำให้เจย์ใจหายวาบ เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าผู้ชายคนนี้จะมาพรากลูกไปจากเขา สตาร์คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เขาไม่มีวันยอมให้ใครมาเอาลูกไปเด็ดขาด
“เขาเป็นลูกของผมคนเดียว! ไม่เกี่ยวกับคุณ!” เจย์ตะโกนออกไปทั้งน้ำตา ความเข้มแข็งที่สร้างมาตลอด 5 ปีพังทลายลงในพริบตา
สตาร์ตกใจที่เห็นแม่ของตัวเองร้องไห้ เด็กน้อยเงยหน้ามองอังเดรด้วยสายตาไม่เป็นมิตร “คุณมาทำให้แม่เจย์ร้องไห้! คุณเป็นคนไม่ดี!”
คำพูดของลูกชายแทงใจอังเดรจนจุก เขาย่อตัวลงนั่งช้าๆ เพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กน้อย “ลุงขอโทษ… ลุงไม่ได้ตั้งใจจะทำให้แม่ของหนูร้องไห้”
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อังเดร ผู้นำแก๊งพยัคฆ์ทมิฬ ต้องเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ กับใครสักคน โดยเฉพาะกับเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เจย์เห็นท่าทีของอังเดรก็ยิ่งสับสน เขาไม่เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรกันแน่
“คุณต้องการอะไร” เจย์ถามเสียงเครือ “เงินเหรอ? ผมไม่มีให้หรอกนะ ร้านนี้ก็เป็นแค่ร้านเล็กๆ พอหาเลี้ยงลูกไปวันๆ ถ้าคุณอยากได้ค่าเสียหายสำหรับเรื่องเมื่อ 5 ปีก่อน… ผมไม่มีปัญญาจ่ายให้คุณหรอก”
อังเดรส่ายหน้าช้าๆ “ฉันไม่ได้ต้องการเงิน” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง “สิ่งที่ฉันต้องการ… คือความรับผิดชอบ”
“รับผิดชอบ?” เจย์ทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
“ใช่… รับผิดชอบในฐานะ… พ่อของเขา”
คำประกาศนั้นทำให้เจย์ตัวชาไปทั้งร่าง เขาจ้องมองอังเดรอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ผู้ชายคนนี้กำลังจะบอกว่าเขาจะยอมรับสตาร์เป็นลูกอย่างนั้นหรือ?
“ไม่ต้อง!” เจย์ปฏิเสธทันควัน “เราสองคนแม่ลูกอยู่กันมาได้ตั้ง 5 ปี ไม่ต้องการให้ใครมาแสดงความรับผิดชอบตอนนี้ทั้งนั้น เชิญคุณกลับไปใช้ชีวิตของคุณเถอะ แล้วอย่ากลับมาให้เราเห็นหน้าอีก!”
พูดจบเจย์ก็จูงมือสตาร์เดินกลับเข้าไปหลังร้านทันที เขาปิดม่านกั้นลง ปล่อยให้อังเดรยืนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางชามก๋วยเตี๋ยวและโต๊ะเก้าอี้ที่ว่างเปล่า
อังเดรไม่ได้ตามเข้าไป เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน รับรู้ได้ถึงกำแพงแห่งความเกลียดชังและความหวาดกลัวที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาอย่างหนาแน่น เขาเข้าใจได้… ใครจะอยากต้อนรับคนที่เคยทำร้ายตัวเองอย่างแสนสาหัสให้กลับเข้ามาในชีวิตอีกล่ะ? แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม… มันมีเดิมพันที่สูงกว่านั้น… มันมีชีวิตของลูกชายเขาเป็นเครื่องต่อรอง
เขากำหมัดแน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากร้านไป ไกรที่ยืนรออยู่ข้างนอกรีบเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง “นายครับ… เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
อังเดรไม่ตอบ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ประตูร้านก๋วยเตี๋ยว “ไกร… สั่งคนของเราเฝ้าที่นี่ไว้ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าให้ใครเข้าใกล้สองคนนั้นเด็ดขาด โดยเฉพาะ… อย่าให้คลาดสายตา”
“ครับนาย” ไกรรับคำ แม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเจ้านายของเขา
“แล้วก็… ไปสืบมาให้หมด ว่า 5 ปีที่ผ่านมา… สองคนนั้นใช้ชีวิตกันมายังไง ลำบากแค่ไหน” น้ำเสียงของอังเดรแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไกรไม่เคยได้ยินมาก่อน… มันคล้ายกับความเจ็บปวดและ… ความเสียใจ
หลังจากขบวนรถสีดำเคลื่อนตัวออกไปแล้ว เจย์ก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหลังร้านอย่างหมดแรง เขากอดสตาร์ไว้แน่นราวกับกลัวว่าลูกจะหายไป น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด
“แม่เจย์ร้องไห้ทำไมฮะ… สตาร์ไม่ชอบเลย” เด็กน้อยใช้มือเล็กๆ ปาดน้ำตาให้แม่อย่างอ่อนโยน
เจย์ส่ายหน้า “แม่ไม่ได้เป็นอะไรลูก แม่แค่… ฝุ่นเข้าตาน่ะ” เขาโกหกคำโต
แต่ในใจของเขากำลังว้าวุ่นอย่างหนัก การปรากฏตัวของ ‘ผู้ชายคนนั้น’ ได้ทำลายความสงบสุขที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากจนหมดสิ้น เขากลัว… กลัวว่าอำนาจและเงินตราของผู้ชายคนนั้นจะพรากลูกไปจากอ้อมอกของเขาไป เขาจะทำอย่างไรดี? จะหนีอีกครั้งงั้นหรือ? แต่จะหนีไปที่ไหนได้ ในเมื่อดูเหมือนว่าโลกใบนี้มันช่างกลมเหลือเกิน
คืนนั้น อังเดรกลับมาถึงคฤหาสน์ด้วยสภาพเหมือนคนไร้วิญญาณ เขาตรงไปยังห้องทำงาน เปิดลิ้นชักหยิบสร้อยคอจี้รูปดาวออกมาวางบนโต๊ะ เขานั่งจ้องมันอยู่อย่างนั้น พลางนึกถึงใบหน้าของลูกชายที่เหมือนตัวเองราวกับภาพสะท้อนในกระจก
ความรู้สึกของการเป็น ‘พ่อ’ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจที่เคยแห้งแล้งของเขา มันเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และทรงพลังอย่างน่าประหลาด เขารู้สึกอยากปกป้อง อยากดูแล อยากชดเชยเวลา 5 ปีที่ขาดหายไป เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย การที่จะทลายกำแพงในใจของเจย์ลงได้นั้นอาจจะต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมหาศาล
แต่อังเดรไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ในเมื่อโชคชะตาได้นำพาให้เขากลับมาพบกับ ‘เจย์’ และ ‘สตาร์’ อีกครั้ง เขาก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้พวกเขากลับคืนมา… เพื่อสร้างคำว่า ‘ครอบครัว’ ให้สมบูรณ์ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาไกร
“ไกร… พรุ่งนี้เช้า ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นอีกครั้ง”
“จะให้ผมไปทำอะไรครับนาย?”
“ไม่ต้องทำอะไร… ฉันจะไปเอง” อังเดรตอบเสียงเรียบ “ฉันจะไป… ในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง”
สงครามเพื่อทวงคืนครอบครัวของมาเฟียหนุ่มได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยมีชามก๋วยเตี๋ยวเป็นสื่อกลางแห่งโชคชะตา และมีหัวใจสองดวงที่แตกสลายเป็นเดิมพัน…
ตอนที่ 3 กำแพงหัวใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น เจย์เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวตามปกติด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดเพื่อไม่ให้สตาร์สงสัย แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวลตลอดทั้งคืน เขาแทบไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ ภาพใบหน้าคมคายของผู้ชายคนนั้นและคำประกาศกร้าวว่าจะรับผิดชอบยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
“แม่เจย์ วันนี้ดูเหนื่อยๆ นะฮะ” สตาร์ถามขณะช่วยแม่จัดร้าน
เจย์ฝืนยิ้ม “แม่นอนดึกไปหน่อยน่ะลูก วันนี้สตาร์เป็นเด็กดีช่วยแม่ขายของนะ”
“ได้เลยฮะ!” เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน
ร้านเปิดได้ไม่นาน ลูกค้าก็เริ่มทยอยเข้ามา แต่แล้วรถยุโรปสีดำคันหรูก็เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าร้านอีกครั้ง แต่คราวนี้มาเพียงคันเดียว ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงสแล็คสีดำดูสบายๆ ก้าวลงจากรถมาเพียงลำพัง ไม่มีลูกน้องชุดดำติดตามมาเหมือนเมื่อวาน
อังเดรเดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทีที่สุขุมขึ้น เขามองไปรอบๆ ร้านที่เริ่มมีลูกค้า ก่อนจะเลือกนั่งที่โต๊ะมุมในสุด เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น
เจย์ใจหายวาบเมื่อเห็นเขา เขาทำเป็นมองไม่เห็นและหันไปสนใจลูกค้าโต๊ะอื่นแทน แต่อังเดรก็ไม่ได้แสดงท่าทีรีบร้อนอะไร เขานั่งรออย่างเงียบๆ เหมือนลูกค้าทั่วไป
สตาร์ที่เห็นลูกค้าคนใหม่เข้ามาก็รีบเดินถือเมนูเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ “รับอะไรดีครับ”
อังเดรมองเด็กชายตรงหน้าแล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ อย่างไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มที่จริงใจจนน่าประหลาด “เอาเหมือนที่คนอื่นสั่ง… ก๋วยเตี๋ยวเรือที่อร่อยที่สุดในร้าน”
“ได้เลยฮะ! รอแป๊บนึงนะฮะ!” สตาร์รับออเดอร์แล้ววิ่งตื๋อเข้าไปในครัว “แม่เจย์! คุณลุงคนเมื่อวานมาอีกแล้ว เขาบอกว่าขออร่อยที่สุดเลย!”
เจย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำหน้าที่ของตัวเอง เขาตั้งใจลวกก๋วยเตี๋ยวชามนั้นเป็นพิเศษ ปรุงรสอย่างสุดฝีมือ ก่อนจะยกไปเสิร์ฟให้อังเดรด้วยตัวเอง เขาพยายามไม่สบตาและวางชามลงอย่างรวดเร็ว
“ได้แล้ว…ครับ” เขาพูดด้วยความประหม่า
“ขอบคุณ” อังเดรพูดเสียงเรียบ ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก คำแรกที่สัมผัสลิ้น เขาก็ต้องยอมรับในใจว่ามันอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ น้ำซุปเข้มข้นหอมเครื่องเทศ ลูกชิ้นและเนื้อเปื่อยทำมาอย่างดี มันเป็นรสชาติของความใส่ใจ
เขาค่อยๆ กินไปอย่างช้าๆ ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศภายในร้าน มองดูเจย์ที่ทำงานอย่างขะมักเขม้น และมองดูลูกชายตัวน้อยที่คอยช่วยเสิร์ฟน้ำเก็บชามอย่างคล่องแคล่ว ภาพของสองแม่ลูกที่ช่วยเหลือกันทำมาหากินมันทำให้หัวใจของเขารู้สึกจุกแน่นอย่างบอกไม่ถูก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขานั่งกินอาหารหรูๆ บนโต๊ะยาวในคฤหาสน์ที่เงียบเหงาเพียงลำพัง แต่ที่นี่… ในร้านเล็กๆ ที่แออัดและเสียงดังแห่งนี้ กลับให้ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘ชีวิต’ มากกว่าที่ไหนๆ
เมื่อกินเสร็จ เขาก็เรียกเก็บเงิน เจย์เดินมารับเงินทอนให้เรียบร้อยโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“พรุ่งนี้… ฉันจะมาอีก” อังเดรพูดขึ้นเรียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
เจย์ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
และอังเดรก็ทำตามที่พูดจริงๆ…
ทุกวัน… เวลาเดิม… อังเดรจะขับรถมาที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเพียงลำพัง สั่งก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม นั่งกินเงียบๆ ที่มุมเดิม แล้วก็กลับไป เขาไม่เคยพยายามจะพูดคุยหรือเรียกร้องอะไรจากเจย์อีก ทำตัวเป็นเพียงลูกค้าคนหนึ่งที่แวะเวียนมากินก๋วยเตี๋ยวร้านโปรด แต่การกระทำที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของเขานี่แหละที่สร้างความกดดันให้เจย์อย่างมหาศาล
ลูกค้าประจำคนอื่นๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นและซุบซิบกันถึงชายหนุ่มหน้าตาดีฐานะร่ำรวยที่มากินก๋วยเตี๋ยวเรือทุกวันไม่เคยขาด
ส่วนสตาร์ จากที่เคยหวาดกลัวในวันแรก ก็เริ่มคุ้นชินกับ ‘คุณลุงลูกค้าประจำ’ คนนี้ เด็กน้อยรู้สึกว่าคุณลุงคนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เขาใจดีและมักจะมองมาที่ตนด้วยสายตาอ่อนโยนเสมอ
“คุณลุงชอบกินก๋วยเตี๋ยวร้านเราเหรอฮะ มาทุกวันเลย” วันหนึ่งสตาร์ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
อังเดรยิ้ม “ใช่… ลุงชอบมาก โดยเฉพาะฝีมือแม่ของหนู”
“แน่นอนอยู่แล้ว! แม่เจย์ของผมเก่งที่สุด!” เด็กน้อยยืดอกอย่างภูมิใจ
บทสนทนาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอังเดรกับสตาร์เริ่มมีมากขึ้นทุกวัน โดยมีเจย์ที่แอบมองอยู่ห่างๆ ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน เขารู้สึกเกลียดผู้ชายคนนี้ที่ทำลายชีวิตเขา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่อังเดรแสดงความเอ็นดูต่อสตาร์มันทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว เขาเห็นภาพของ ‘พ่อ’ ที่สตาร์ไม่เคยมี… ซ้อนทับอยู่บนร่างของชายคนนี้
กำแพงในใจของเจย์เริ่มมีรอยร้าว…
เย็นวันหนึ่งหลังจากปิดร้าน เหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เขานั่งพักอยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งในร้านที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นไกร มือขวาของอังเดร ก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับลูกน้องอีกสองสามคน
เจย์ตกใจและรีบลุกขึ้นยืนป้องกันตัวทันที “พวกคุณมาทำอะไร!”
ไกรโค้งศีรษะให้เล็กน้อยอย่างสุภาพ “คุณเจย์ไม่ต้องตกใจครับ ลูกพี่ให้ผมนำของบางอย่างมาให้คุณ”
พูดจบลูกน้องของไกรก็วางเอกสารกองหนึ่งลงบนโต๊ะ มันคือโฉนดที่ดินของตึกแถวที่เขาเช่าอยู่ สมุดบัญชีธนาคารที่มีตัวเลขศูนย์หลายตัว และกุญแจรถยนต์คันใหม่เอี่ยม
“นี่มันอะไรกัน” เจย์ถามอย่างไม่เข้าใจ
“นายบอกว่า… นี่คือสิ่งที่นายควรจะให้คุณเจย์และคุณหนูมาตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว มันอาจจะชดเชยอะไรไม่ได้ แต่นายอยากให้คุณมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหนักอีกต่อไป” ไกรอธิบาย
เจย์มองของตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาผลักเอกสารเหล่านั้นกลับไป “เอาของของคุณกลับไป! ผมไม่ต้องการ! ผมหาเลี้ยงลูกเองได้!”
“แต่ว่า…”
“ผมบอกว่าไม่ต้องการ!” เจย์ขึ้นเสียง “ฝากกลับไปบอกเจ้านายของคุณด้วยว่า อย่าพยายามใช้เงินมาฟาดหัวผมอีก ถ้าอยากจะรับผิดชอบจริงๆ ก็ช่วยหายไปจากชีวิตของผมกับลูกซะ นั่นคือการรับผิดชอบที่ดีที่สุด!”
ไกรนิ่งไป เขาไม่เคยเห็นใครกล้าปฏิเสธของที่เจ้านายของเขามอบให้มาก่อน แต่เขาก็เคารพในการตัดสินใจของเจย์ “ผมเข้าใจแล้วครับ ผมจะนำกลับไปเรียนนายตามนี้”
หลังจากไกรกลับไปแล้ว เจย์ก็ทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยทั้งกายและใจ การต่อสู้กับอิทธิพลของอังเดรมันหนักหนาสาหัสกว่าที่เขาคิดไว้มาก
คืนนั้นอังเดรได้รับรายงานจากไกร เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานที่มืดสลัว ไม่ได้รู้สึกโกรธที่ถูกปฏิเสธ แต่กลับรู้สึก… ทึ่งในตัวของอีกฝ่ายมากกว่า เจย์เป็นคนที่หยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างมาก เขาไม่ยอมให้ใครมาดูถูกด้วยเงินตรา และนั่นยิ่งทำให้อังเดรรู้สึกอยากจะเอาชนะใจของคนคนนี้ให้ได้
เขารู้แล้วว่าการใช้เงินหรืออำนาจมันไม่ได้ผล… เขาต้องใช้อย่างอื่น… เขาต้องใช้ ‘หัวใจ’ เข้าสู้
วันต่อมา อังเดรไม่ได้มาที่ร้านในฐานะลูกค้า แต่เขามาในตอนที่ร้านปิดแล้ว เจย์ที่กำลังเก็บร้านอยู่เงยหน้าขึ้นมามองอย่างแปลกใจ
“คุณมาทำไมอีก ร้านปิดแล้ว”
อังเดรไม่ตอบ แต่เขากลับเดินไปหยิบผ้าขี้ริ้วแล้วเริ่มเช็ดโต๊ะอย่างเงียบๆ
เจย์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “นี่คุณ! จะทำอะไรของคุณน่ะ!”
“ช่วยเก็บร้าน” อังเดรตอบสั้นๆ
“ไม่ต้อง! ผมทำเองได้!”
“แต่ฉันอยากช่วย” อังเดรยังคงเช็ดโต๊ะต่อไปด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ได้สนใจคำทักท้วงของเจย์เลยแม้แต่น้อย
เจย์ยืนอึ้งไปหลายนาที ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นภาพมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่มายืนเช็ดโต๊ะในร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของเขา เขาทั้งสับสนและทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ยืนมองอังเดรที่ช่วยเก็บกวาดร้านอย่างเงียบๆ จนเสร็จ
หลังจากเก็บร้านเสร็จเรียบร้อย ทั้งร้านก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“ทำไม… ต้องทำขนาดนี้” ในที่สุดเจย์ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
อังเดรหยุดมือแล้วหันมาสบตากับเขาตรงๆ แววตาของเขาจริงจังและมั่นคง “เพราะฉันอยากชดเชย… ฉันรู้ว่าเงินมันซื้อสิ่งที่นายเสียไปกลับคืนมาไม่ได้ แต่ฉันอยากจะแสดงให้เห็นว่าฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ”
เขาก้าวเข้ามาหาเจย์ช้าๆ “ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนเลวในสายตาของนาย และฉันก็ยอมรับในสิ่งที่ฉันทำผิดไปเมื่อ 5 ปีก่อน คืนนั้นฉันเมา… จนขาดสติ แต่… นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจย์ เว้นระยะห่างไว้เล็กน้อย “ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ฉันตามหานายมาตลอด ฉันเก็บสร้อยเส้นนั้นของนายไว้… ฉันแค่อยากจะขอโทษและชดใช้ให้กับนาย แต่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า… ฉันจะมีลูก”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “พอฉันได้เห็นสตาร์… ฉันถึงได้รู้ว่าความผิดพลาดของฉันมันยิ่งใหญ่แค่ไหน ฉันพรากเวลา 5 ปีในชีวิตของลูกไป พรากโอกาสที่เขาควรจะมีพ่อไป”
“เจย์… ให้โอกาสฉันได้ไหม” อังเดรมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “ให้โอกาสฉันได้ทำหน้าที่ ‘พ่อ’ ของสตาร์… และให้โอกาสฉันได้ดูแลนาย… ในฐานะ… คนที่อยากจะรับผิดชอบชีวิตของนายไปตลอด”
น้ำตาของเจย์คลอขึ้นมาอีกครั้ง กำแพงที่เขาสร้างไว้สูงตระหง่าน บัดนี้มันกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก คำสารภาพที่จริงใจและแววตาที่เว้าวอนของอังเดรกำลังทลายมันลงทีละน้อย
เขายังคงเกลียดการกระทำในอดีตของผู้ชายคนนี้ แต่… หัวใจของเขากลับเริ่มเปิดรับตัวตนในปัจจุบันของเขาอย่างช้าๆ
“ผม… ผมไม่รู้” เจย์ตอบเสียงสั่น “ผมกลัว… ผมกลัวว่าคุณจะพรากลูกไปจากผม”
“ฉันไม่มีวันทำอย่างนั้น” อังเดรให้คำมั่นสัญญา “สตาร์คือลูกของนายและ… ของฉัน เราจะเลี้ยงเขาไปด้วยกัน”
ความจริงที่ต้องเผชิญหน้ามันช่างหนักหนา แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือการปลดล็อกปมที่ขังพวกเขาไว้มานานถึง 5 ปี ค่ำคืนนี้ ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวที่เงียบสงบ คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และให้อภัย แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังมีอุปสรรคขวางกั้นอยู่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า… แสงสว่างรำไรได้เริ่มส่องเข้ามาในหัวใจที่มืดมิดของคนทั้งคู่แล้ว…
ตอนที่ 4 สายใยที่ถักทอ
หลังจากค่ำคืนแห่งการเปิดใจครั้งนั้น บรรยากาศระหว่างอังเดรและเจย์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้กำแพงในใจของเจย์จะยังไม่ทลายลงทั้งหมด แต่มันก็ลดระดับความสูงลงมากพอที่จะให้อังเดรได้ก้าวข้ามเข้ามาได้บ้าง
อังเดรยังคงมาที่ร้านทุกวัน แต่ไม่ใช่ในฐานะลูกค้าอีกต่อไป เขามาเพื่อช่วยเจย์เก็บร้านในตอนเย็น กลายเป็นภาพที่คุ้นตาของชาวบ้านในละแวกนั้นไปเสียแล้ว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดโต๊ะ ล้างชาม ช่วยเหลืองานในร้านก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แรกๆ เจย์ก็ยังรู้สึกเกร็งและพยายามปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของอังเดร เขาก็ได้แต่ถอนหายใจและปล่อยให้อีกฝ่ายทำไป
ความสัมพันธ์ของอังเดรกับสตาร์พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สตาร์ติด ‘ลุงอังเดร’ มากขึ้นทุกวัน อังเดรมักจะมีของเล่นหรือหนังสือเล่มใหม่ๆ มาฝากเสมอ เขาสอนสตาร์ต่อเลโก้ เล่านิทานให้ฟัง และบางครั้งก็พากันไปเตะฟุตบอลที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ร้าน
ภาพของอังเดรที่กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขขณะเล่นกับสตาร์ เป็นภาพที่เจย์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น เขามองดูพ่อลูกที่กำลังหยอกล้อกันด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกอุ่นวาบในหัวใจอย่างประหลาด ความรู้สึกของการมี ‘ครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“แม่เจย์ มาเล่นด้วยกันสิฮะ!” สตาร์ตะโกนเรียก
เจย์ส่ายหน้ายิ้มๆ “พ่อเหนื่อยแล้ว สตาร์เล่นกับลุงอังเดรไปเถอะ”
อังเดรเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา แววตาของอังเดรทอประกายอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาส่งยิ้มเล็กๆ ให้เจย์ ซึ่งเจย์ก็ทำได้เพียงหลบสายตานั้นด้วยแก้มที่ร้อนผ่าว
ความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อยๆ ถูกถักทอขึ้นใหม่ด้วยสายใยแห่งความเข้าใจและความผูกพันที่มีต่อลูกชายตัวน้อย อังเดรเรียนรู้ที่จะเป็นคนอ่อนโยนและอดทนมากขึ้น เขาเลิกใช้อำนาจและหันมาใช้ความจริงใจเข้าสู้ ส่วนเจย์ก็เรียนรู้ที่จะเปิดใจและมองข้ามความผิดพลาดในอดีต เพื่ออนาคตของลูกและ… ของหัวใจตัวเอง
วันหนึ่งขณะที่อังเดรกำลังช่วยเจย์ล้างชามอยู่หลังร้าน
“มือของคุณ… ไม่เหมาะกับงานพวกนี้เลย” เจย์พูดขึ้นเบาๆ พลางมองดูมือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการจับปืนและเซ็นเอกสารสำคัญต่างๆ ที่บัดนี้กำลังเปื้อนฟองน้ำยาล้างจาน
อังเดรชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “มือคู่นี้ทำเรื่องเลวร้ายมามากพอแล้ว… ให้มันได้ทำเรื่องดีๆ บ้างก็คงไม่เป็นไรหรอก”
คำตอบของเขาทำให้เจย์เงียบไป เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ชายคนนี้จริงๆ เขาไม่ใช่มาเฟียเลือดเย็นคนเดิมที่เจย์เคยเจอในคืนนั้นอีกต่อไปแล้ว
แต่ในขณะที่สายใยรักของครอบครัวกำลังเริ่มต้นขึ้น… เงาอันตรายจากโลกมืดของอังเดรก็กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
การที่อังเดร ผู้นำแก๊งพยัคฆ์ทมิฬ สลัดคราบมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่มาเป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวจำเป็นทุกวัน ไม่ได้รอดพ้นไปจากสายตาของศัตรูคู่แค้นไปได้ ‘เสี่ยหาญ’ หัวหน้าแก๊งมังกรแดง ซึ่งเป็นแก๊งคู่แข่งที่สูญเสียผลประโยชน์เรื่องท่าเรือไปให้กับอังเดร กำลังจับตามองทุกการกระทำของอังเดรอย่างใกล้ชิด
“น่าสนใจ… ไม่นึกเลยว่าพยัคฆ์อย่างไอ้อังเดร จะมีวันสิ้นลายกลายเป็นแมวเชื่องๆ เฝ้าร้านก๋วยเตี๋ยว” เสี่ยหาญพูดพลางแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย เขามองดูรูปถ่ายของอังเดรที่กำลังเล่นอยู่กับสตาร์ และรูปของเจย์ที่ยืนอยู่ในร้าน
“ดูเหมือนว่า… เราจะเจอจุดอ่อนของมันเข้าแล้ว” ‘เดช’ ลูกน้องคนสนิทของเสี่ยหาญพูดขึ้น
“ใช่… ผู้หญิงกับเด็ก” เสี่ยหาญหัวเราะในลำคอ “จุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด… และทำลายได้ง่ายที่สุด ไปจัดการสั่งสอนมันซะ ทำให้มันรู้ว่าใครกันแน่ที่คุมถิ่นนี้อยู่ แต่อย่าให้ถึงตายล่ะ… ฉันอยากเห็นมันทรมาน”
“ครับนาย!”
บ่ายวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่อังเดรติดประชุมด่วนกับแก๊งพันธมิตร จึงไม่สามารถมาที่ร้านได้เหมือนทุกวัน ที่ร้านจึงเหลือเพียงเจย์กับสตาร์สองคนตามลำพัง ลูกค้าเริ่มบางตาลงแล้วในช่วงบ่ายแก่ๆ
ทันใดนั้นก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 4-5 คน รูปร่างกำยำ สักลายเต็มตัว เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางหาเรื่อง พวกมันเตะโต๊ะตัวหนึ่งจนล้มเสียงดังโครม!
“เฮ้ย! ร้านนี้ใครคุมวะ! มาเปิดร้านไม่มาขออนุญาตพวกกูได้ยังไง!” หนึ่งในนั้นตะโกนเสียงดัง
เจย์ตกใจมาก รีบดึงสตาร์เข้ามาหลบอยู่ข้างหลัง “พวกคุณเป็นใคร ต้องการอะไรครับ”
“กูเป็นใครมึงไม่ต้องรู้! รู้แค่ว่าวันนี้ร้านมึงต้องเจ๊ง!” พูดจบมันก็กวาดชามก๋วยเตี๋ยวบนโต๊ะอื่นลงพื้นจนแตกกระจายเกลื่อน ลูกค้าที่ยังเหลืออยู่ต่างพากันวิ่งหนีออกจากร้านไปอย่างแตกตื่น
“อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะครับ! มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้” เจย์พยายามเจรจาด้วยเสียงสั่นๆ
“พูดจาดีๆ งั้นเหรอ? ได้! ส่งไอ้เด็กนั่นมาให้พวกกูสิ แล้วพวกกูจะไป” ชายอีกคนชี้มาที่สตาร์ด้วยรอยยิ้มหื่นกระหาย
คำพูดนั้นทำให้สัญชาตญาณความเป็นพ่อของเจย์พลุ่งพล่านขึ้นมา เขากอดลูกไว้แน่น “ไม่มีวัน! ถ้าพวกแกอยากได้ตัวลูกฉัน ก็ข้ามศพฉันไปก่อน!”
“ปากดีนักนะมึง! จัดการมัน!”
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจะกระชากแขนเจย์ แต่เจย์กลับรวบรวมความกล้าทั้งหมดคว้าหม้อน้ำซุปร้อนๆ ที่อยู่ใกล้ตัวสาดใส่มันเต็มแรง!
“โอ๊ย! ร้อน! ไอ้เวรนี่!” มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
เหตุการณ์นั้นยิ่งทำให้พวกมันโกรธจัด “แก! ตายซะเถอะ!”
พวกมันกรูเข้ามาจะทำร้ายเจย์กับสตาร์ เจย์หลับตาปี๋กอดลูกไว้แน่น เตรียมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่แล้ว…
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นสามนัดซ้อน พร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์สามคนที่ล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพเลือดอาบ ร่างสูงใหญ่ของอังเดรปรากฏขึ้นที่หน้าร้าน พร้อมกับปืนในมือที่ยังมีควันลอยกรุ่น นัยน์ตาของเขาแดงก่ำวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่น่าสะพรึงกลัว ไกรและลูกน้องคนอื่นๆ รีบตามเข้ามาคุมสถานการณ์ไว้
“นาย/พี่ใหญ่!”
อังเดรไม่สนใจลูกน้อง เขารีบวิ่งเข้าไปหาเจย์กับสตาร์ที่นั่งตัวสั่นอยู่กับพื้นทันที “เจย์! สตาร์! เป็นอะไรไหม! เจ็บตรงไหนหรือเปล่า!”
เขารีบสำรวจร่างกายของทั้งสองคนอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดี เขาก็ดึงร่างของทั้งคู่เข้ามากอดไว้แน่นอย่างโล่งอก
“ผมไม่เป็นไร… สตาร์ก็ไม่เป็นไร” เจย์พูดเสียงสั่น เขายังคงช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ลุงอังเดร…” สตาร์ร้องไห้โฮด้วยความกลัว “คนพวกนี้น่ากลัว… เขาจะมาทำร้ายสตาร์กับแม่เจย์”
“ไม่เป็นไรแล้วนะคนเก่ง” อังเดรลูบหัวปลอบลูกชายเบาๆ “ลุงมาแล้ว ไม่มีใครทำอะไรเราได้อีกแล้ว”
เขามองไปยังเศษซากความเสียหายในร้านและร่างของไอ้เลวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่แข็งกร้าวราวกับน้ำแข็ง เขาหันไปสั่งไกรเสียงเฉียบขาด “ลากตัวพวกมันที่ยังไม่ตายไปเค้นความจริงออกมา! ฉันอยากรู้ว่าใครมันเป็นคนส่งมา!”
“ครับนาย!”
อังเดรพยุงเจย์กับสตาร์ให้ลุกขึ้น “ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว ไปอยู่กับฉัน… ที่บ้านของฉัน”
เจย์มองหน้าอังเดร เขารู้สึกกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า โลกของอังเดรมันอันตรายเกินไป การอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนการเอาชีวิตของตัวเองและลูกไปเสี่ยง
แต่ในขณะเดียวกัน… เขาก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของอังเดร… ด้านที่พร้อมจะปกป้องเขาและลูกสุดชีวิต ด้านที่ทำให้เขารู้สึก ‘ปลอดภัย’ อย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ในอ้อมกอดนี้
เขาพยักหน้าช้าๆ “ครับ…”
คืนนั้น เจย์กับสตาร์ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ของอังเดรเป็นครั้งแรก คฤหาสน์หลังใหญ่โตมโหฬารราวกับวัง แต่กลับให้ความรู้สึกเงียบเหงาและอ้างว้าง อังเดรจัดห้องนอนที่ดีที่สุดให้สองแม่ลูก และสั่งให้แม่บ้านคอยดูแลอย่างดี
หลังจากสตาร์หลับไปแล้ว เจย์ก็เดินออกมาหาอังเดรที่นั่งดื่มอยู่เงียบๆ ที่ริมสระน้ำ
“เป็นฝีมือของศัตรูคุณใช่ไหม” เจย์ถามขึ้น
อังเดรพยักหน้าโดยไม่หันมามอง “ใช่… และฉันขอโทษที่ทำให้นายกับลูกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”
“ผมไม่โทษคุณหรอก” เจย์พูดเบาๆ “ผมรู้ดีตั้งแต่แรกแล้วว่าคุณเป็นใคร… แต่ผม… แค่กลัว”
อังเดรหันกลับมามองเขา “ฉันรู้… แต่ฉันสัญญาเจย์… ต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องนายกับลูกได้อีกแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะปกป้องพวกนายด้วยชีวิตของฉัน”
คำสัญญานั้นหนักแน่นและจริงจัง เจย์มองลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลของอังเดร เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้พูดจริงทำจริง
เขาเดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ “ขอบคุณนะ… ที่มาช่วยเราไว้ทัน”
อังเดรวางแก้วเหล้าลง แล้วเอื้อมมือมาจับมือของเจย์ไว้เบาๆ มือของเขาใหญ่และอุ่น “ฉันควรจะดูแลนายให้ดีกว่านี้”
ทั้งสองนั่งอยู่ข้างกันเงียบๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระ สายใยที่ถูกถักทอขึ้นกำลังถูกทดสอบด้วยเงาอันตราย แต่เหตุการณ์ในวันนี้กลับยิ่งทำให้มันเหนียวแน่นและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพราะมันทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่า… พวกเขาต่างก็ขาดกันและกันไปไม่ได้เสียแล้ว…
ตอนที่ 5 อ้อมกอด
ชีวิตในคฤหาสน์ของอังเดรเริ่มต้นขึ้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายสำหรับเจย์และสตาร์ สำหรับเด็กน้อยอย่างสตาร์ ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด บ้านหลังใหญ่โต สระว่ายน้ำกว้างขวาง และมี ‘ลุงอังเดร’ ที่ตอนนี้กลายเป็น ‘พ่ออังเดร’ อย่างเต็มตัว คอยเล่นด้วยตลอดเวลา ทำให้เด็กน้อยลืมเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไปได้อย่างรวดเร็ว
แต่สำหรับเจย์แล้ว มันคือการปรับตัวครั้งใหญ่ เขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในฐานะ ‘คนของอังเดร’ ซึ่งหมายถึงการมีบอดี้การ์ดคอยตามติด มีแม่บ้านคอยดูแล และต้องอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยตลอดเวลา เขารู้สึกเหมือนนกในกรงทอง แม้จะสุขสบายแต่ก็ขาดอิสระที่เคยมี
“คุณไม่ต้องให้คนตามผมตลอดเวลาก็ได้ ผมอึดอัด” เจย์พูดกับอังเดรในเช้าวันหนึ่ง
“มันจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของนายกับลูก” อังเดรตอบขณะผูกเนคไทเตรียมไปทำงาน “หลังจากที่ฉันจัดการกับแก๊งมังกรแดงของเสี่ยหาญไปเมื่อวันก่อน พวกมันคงไม่กล้ามายุ่งอีกพักใหญ่ แต่เราก็ประมาทไม่ได้”
ภาพที่อังเดรกลับมาในคืนนั้นด้วยสภาพที่เนื้อตัวมีแต่กลิ่นคาวเลือด ยังคงติดตาเจย์อยู่ เขารู้ว่าอังเดรไป ‘จัดการ’ ศัตรูเพื่อปกป้องเขากับลูก มันทำให้เขาทั้งกลัวและรู้สึกขอบคุณในเวลาเดียวกัน
“แล้วร้านก๋วยเตี๋ยวล่ะ…” เจย์ถามเสียงอ่อย ร้านนั้นคือทั้งหมดที่เขาสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
อังเดรเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย “ฉันให้คนไปซ่อมแซมให้แล้ว ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม ถ้านายอยากจะกลับไปขายอีกครั้ง… ฉันก็ไม่ห้าม แต่นายต้องมีคนของฉันคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา”
เจย์พยักหน้ารับช้าๆ เขารู้สึกขอบคุณที่อังเดรยังเคารพในสิ่งที่เขารัก
“วันนี้อยู่บ้านพักผ่อนไปก่อนนะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะรีบกลับมากินข้าวด้วย” อังเดรพูดจบก็ก้มลงจูบที่หน้าผากของเจย์เบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ
สัมผัสนุ่มนวลนั้นทำให้เจย์หน้าแดงซ่าน เขายืนนิ่งตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกที่อังเดรแสดงความรักต่อเขาอย่างเปิดเผยและอ่อนโยน มันไม่ใช่การบังคับขืนใจเหมือนในอดีต แต่เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความทะนุถนอม
หลังจากที่อังเดรออกไปทำงาน เจย์ก็ใช้เวลาอยู่กับสตาร์ เขาสอนการบ้านลูก เล่นเกมด้วยกัน และลงไปทำอาหารเย็นเมนูโปรดของอังเดรด้วยตัวเองในครัว ทำให้เหล่าแม่บ้านพากันแปลกใจที่ ‘นายหญิง’ คนใหม่ของบ้านไม่ถือตัวและยังทำอาหารเก่งอีกด้วย
เมื่ออังเดรกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น เขาต้องประหลาดใจเมื่อเห็นเจย์กับสตาร์กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร และมีอาหารหน้าตาน่ากินวางอยู่เต็มโต๊ะ
“แม่เจย์ทำเองหมดเลยนะฮะพ่ออังเดร! มีของโปรดพ่ออังเดรด้วย!” สตาร์รีบวิ่งไปรายงานพ่ออย่างตื่นเต้น
อังเดรมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันไป ภาพของภรรยาและลูกที่รอคอยการกลับบ้านของเขา เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยแม้แต่จะกล้าจินตนาการถึง
“ขอบคุณนะ” อังเดรพูดกับเจย์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
มื้ออาหารเย็นวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น มันคือภาพของ ‘ครอบครัว’ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง เจย์เริ่มรู้สึกว่า ‘บ้าน’ ของเขาไม่ใช่ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ที่ชานเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่คือที่ใดก็ตามที่มีอังเดรและสตาร์อยู่ด้วย
หลายสัปดาห์ผ่านไป ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งลึกซึ้งขึ้น อังเดรพิสูจน์ให้เจย์เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาเป็น ‘พ่อ’ ที่ดีของสตาร์ และเป็น ‘สามี’ ที่อ่อนโยนและใส่ใจของเจย์ เขามักจะหาเวลาว่างจากงานมาเฟียที่รัดตัวเพื่อพาเจย์กับลูกไปเที่ยวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ ทะเล หรือแม้แต่สวนสนุก
คืนหนึ่ง หลังจากที่ส่งสตาร์เข้านอนแล้ว อังเดรก็จูงมือเจย์ออกมาที่ระเบียงห้องนอนซึ่งมองเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน
“ฉันมีอะไรจะให้นาย” อังเดรพูดขึ้น ก่อนจะหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋า
เขาเปิดกล่องออก ข้างในคือสร้อยคอจี้รูปดาวเส้นเดิมของเจย์ที่บัดนี้ได้รับการซ่อมแซมและขัดเงาจนสวยงามดังเดิม แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ มีแหวนเงินเกลี้ยงวงหนึ่งร้อยคู่กันอยู่ในสร้อยเส้นนั้นด้วย
“สร้อยของนาย…” เจย์พึมพำเบาๆ น้ำตาคลอขึ้นมาด้วยความตื้นตัน เขาคิดว่ามันหายไปตลอดกาลแล้ว
“ฉันเก็บมันไว้ตลอด 5 ปี… มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับนาย” อังเดรหยิบสร้อยออกมาแล้วบรรจงสวมให้กับเจย์ “มันควรจะกลับไปอยู่กับเจ้าของของมันได้แล้ว”
จากนั้นเขาก็หยิบแหวนวงนั้นออกมา คุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเจย์ ทำให้เจย์ตกใจจนแทบสิ้นสติ
“เจย์… อนันดา… ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำกับนายในอดีตมันเลวร้ายเกินกว่าจะให้อภัยได้ และฉันก็รู้ว่าฉันไม่ดีพอสำหรับคนดีๆ อย่างนาย” อังเดรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นคง สายตาของเขาสะท้อนภาพของเจย์เอาไว้ “แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ นายกับสตาร์ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบของฉัน ทำให้มาเฟียใจหินอย่างฉันได้รู้จักกับคำว่า ‘รัก’ และ ‘ครอบครัว’ “
“ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ฉันสัญญาว่าฉันจะใช้อนาคตทั้งหมดของฉันเพื่อดูแลและปกป้องนายกับลูกให้ดีที่สุด… เจย์… แต่งงานกับฉันนะ”
น้ำตาที่เจย์พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาเป็นทาง เขาร้องไห้ออกมาไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความสุขที่ท่วมท้นอยู่ในอก เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตของเขาจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ จุดที่มีผู้ชายที่รักเขามากขนาดนี้คุกเข่าขอแต่งงานอยู่ตรงหน้า
เขาพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มทั้งน้ำตา “อื้อ… แต่ง… ผมจะแต่งงานกับคุณ”
อังเดรสวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเจย์อย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วดึงเจย์เข้ามากอดและจูบอย่างดูดดื่ม จูบที่เต็มไปด้วยความรัก ความขอบคุณ และคำมั่นสัญญาที่จะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป ท่ามกลางแสงดาวและแสงไฟของเมืองใหญ่ที่ส่องสว่างเป็นพยาน
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่สมเกียรติ มีเพียงคนในครอบครัวและลูกน้องคนสนิทของอังเดรเท่านั้นที่ได้รับเชิญ สตาร์ในชุดทักซิโด้ตัวจิ๋วทำหน้าที่เป็นคนถือแหวนให้กับพ่อทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่สดใส
หลังจากวันนั้น ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล อังเดรยังคงเป็นผู้นำแก๊งพยัคฆ์ทมิฬที่น่าเกรงขาม แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เขาคือสามีที่น่ารักของเจย์และพ่อที่แสนดีของสตาร์ เขาลดงานในโลกมืดลงและหันมาทำธุรกิจถูกกฎหมายมากขึ้นเพื่ออนาคตที่ขาวสะอาดของครอบครัว
ส่วนเจย์ แม้จะกลายเป็น ‘นายหญิงแห่งบ้านวงศ์ไพศาลสกุล’ แต่เขาก็ยังคงกลับไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวของเขาอยู่เสมอ ร้านเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดได้กลายเป็นสถานที่พิเศษสำหรับครอบครัว ที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนกลับไปเพื่อย้ำเตือนถึงอดีตที่เจ็บปวดแต่ก็ได้นำพาพวกเขามาพบกับความสุขที่แท้จริงในปัจจุบัน
ค่ำคืนหนึ่ง บนระเบียงห้องนอนที่เดิม อังเดร เจย์ และสตาร์ ยืนมองดาวอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก
“พ่ออังเดร แม่เจย์ ดูสิฮะ ดาวเต็มฟ้าเลย!” สตาร์ชี้มือขึ้นไปบนฟ้าอย่างตื่นเต้น
“ใช่แล้วลูก… สวยมากเลย” เจย์ตอบพลางกระชับอ้อมกอดของอังเดรที่โอบเขาอยู่จากด้านหลัง
อังเดรก้มลงกระซิบข้างหูของเจย์ “นายเห็นดาวดวงที่สว่างที่สุดนั่นไหม”
เจย์พยักหน้า
“นั่นคือสตาร์… เหมือนกับนายและลูก ที่เป็นดาวนำทางในชีวิตที่มืดมิดของฉัน” เขาก้มลงจูบขมับของเจย์อย่างรักใคร่ “ขอบคุณนะ… ที่เข้ามาเป็นแสงสว่างให้ฉัน”
เจย์หันกลับไปจูบตอบเขาเบาๆ “คุณก็เหมือนกัน… คุณเป็นเหมือนดวงจันทร์ที่คอยโอบกอดและปกป้องดาวดวงน้อยๆ สองดวงนี้เอาไว้”
อดีตที่เคยเป็นฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว บัดนี้เหลือเพียงปัจจุบันที่อบอวลไปด้วยความรักและอนาคตที่สดใสรออยู่เบื้องหน้า สำหรับอังเดรและเจย์แล้ว ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเจอกับอุปสรรคใดๆ อีกก็ตาม พวกเขาก็พร้อมที่จะจับมือกันฝ่าฟันไป เพราะพวกเขารู้ดีว่า… พลังแห่งรักของครอบครัวจะสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง และ ‘สตาร์’ ดวงน้อยของพวกเขา ก็จะคอยส่องแสงนำทางให้พวกเขาตลอดไป… ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของจันทรา…
The End
ตอนพิเศษ วันเกิดของดาวดวงน้อย
แสงแดดยามเช้าของวันหยุดสุดสัปดาห์ส่องลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาในห้องนอนกว้างขวาง สาดกระทบลงบนร่างของคนสองคนที่นอนกอดกันอยู่บนเตียงคิงไซส์ อังเดรลืมตาขึ้นมาก่อนอย่างที่เคยเป็นเสมอ แต่แทนที่จะลุกไปทำงานเหมือนทุกวัน วันนี้เขากลับนอนนิ่งๆ ใช้แขนแกร่งโอบกระชับร่างของคนที่หลับใหลอยู่ในอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เขาทอดมองใบหน้าหวานของเจย์ที่ซบอยู่กับอกเขาอย่างมีความสุข ริมฝีปากหยักได้รูปยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
สองปีแล้วนับตั้งแต่งานแต่งงานของพวกเขา… สองปีที่ชีวิตของมาเฟียอย่างเขาเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง โลกที่เคยมีแต่สีเทาและสีดำ บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่สดใสของคำว่า ‘ครอบครัว’
“อื้อ…” เจย์ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสที่ลูบไล้อยู่บนแก้ม เขาค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาสบกับสายตาสีดำขลับที่มองอยู่ก่อนแล้ว “ตื่นนานแล้วเหรอครับ”
“เพิ่งตื่น” อังเดรตอบเสียงทุ้มต่ำ “แต่ถึงตื่นนานกว่านี้ ก็มองนายได้ทั้งวันไม่เบื่อหรอก”
คำพูดหวานๆ แต่เช้าทำให้เจย์หน้าขึ้นสีระเรื่อ เขาซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งอย่างเขินอาย “คนบ้า… พูดอะไรก็ไม่รู้”
อังเดรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้มลงจูบที่กลุ่มผมนุ่ม “วันนี้วันอะไร… จำได้ไหม”
เจย์เงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้าง “จะลืมได้ยังไงล่ะครับ… วันเกิด 7 ขวบของสตาร์”
“ใช่… ลูกเราโตขึ้นอีกปีแล้วนะ” อังเดรพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของผู้นำแก๊งพยัคฆ์ทมิฬได้
“งั้นเรารีบไปปลุกเจ้าของวันเกิดกันดีกว่าครับ ป่านนี้คงรอของขวัญใจจะขาดแล้ว”
ทั้งสองคนลุกจากเตียง จัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องเบาๆ ไปยังห้องนอนของลูกชายที่อยู่ติดกัน ภาพที่เห็นคือเด็กชายสตาร์ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงลายซูเปอร์ฮีโร่ กอดตุ๊กตาหมีตัวโปรดแน่น
อังเดรกับเจย์นั่งลงบนเตียงคนละฝั่ง ก่อนจะก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายพร้อมกัน
“สตาร์ครับ… ตื่นได้แล้วคนเก่ง” เจย์ปลุกด้วยเสียงนุ่มนวล
“แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะลูกชายพ่อ” อังเดรลูบหัวลูกเบาๆ
สตาร์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นหน้าพ่อทั้งสองคนอยู่พร้อมหน้า เขาก็ยิ้มกว้างจนตาหยี “พ่ออังเดร! แม่เจย์!”
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งกอดคอพ่อทั้งสองคนไว้แน่น “วันนี้วันเกิดสตาร์!”
“ใช่แล้วครับ” เจย์หัวเราะ “และพ่อก็มีของขวัญชิ้นแรกให้สตาร์ด้วย… ไปดูที่สวนหลังบ้านกัน”
สตาร์ตาลุกวาว รีบกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งนำลิ่วไปยังสวนหลังบ้านทันที เมื่อไปถึง เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความดีใจสุดขีด สิ่งที่จอดเด่นอยู่กลางสนามหญ้าคือจักรยานเสือภูเขาคันจิ๋วสีน้ำเงินสดใส มีโบว์สีแดงอันใหญ่ผูกอยู่ที่แฮนด์
“จักรยาน! ของสตาร์เหรอฮะ!”
“ใช่แล้วครับ ของขวัญจากพ่ออังเดรกับแม่เจย์” อังเดรตอบพลางเดินเข้าไปลูบหัวลูก
“เย้! ขอบคุณฮะ!” สตาร์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปจับจักรยานคันใหม่ของตัวเองอย่างตื่นเต้น “พ่ออังเดรสอนสตาร์ขี่ได้ไหมฮะ”
“ได้สิลูก มาเลย”
ภาพในเช้าวันนั้นคือภาพที่อบอุ่นที่สุดภาพหนึ่ง อังเดรในบทบาทคุณพ่อเต็มตัว คอยจับท้ายจักรยานประคองลูกชายที่พยายามทรงตัวอย่างเก้ๆ กังๆ โดยมีเจย์ยืนให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง เสียงหัวเราะสดใสของสตาร์ดังสลับกับเสียงให้กำลังใจของพ่อทั้งสอง
“พ่ออังเดรอย่าปล่อยนะฮะ!”
“ไม่ปล่อยครับ… พ่ออยู่ตรงนี้”
หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง ในที่สุดสตาร์ก็สามารถปั่นจักรยานด้วยตัวเองได้เป็นครั้งแรก เขาร้องออกมาอย่างดีใจ ปั่นวนไปรอบๆ สนามหญ้าอย่างมีความสุข อังเดรกับเจย์มองภาพนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
“ลูกเราเก่งนะ” อังเดรเดินเข้ามากอดเอวเจย์จากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่เล็ก
“ก็ลูกใครล่ะครับ” เจย์ยิ้มอย่างมีความสุข
“ลูกของเรา…” อังเดรกระซิบตอบ ก่อนจะหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่
ในช่วงบ่าย หลังจากทานอาหารกลางวันกันเสร็จเรียบร้อย อังเดรก็ประกาศแผนการสำหรับปาร์ตี้วันเกิดในช่วงเย็น
“เย็นนี้… เราจะไปจัดปาร์ตี้วันเกิดกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวของแม่เจย์”
“จริงเหรอฮะ!” สตาร์ดีใจ “สตาร์อยากให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนมาด้วยได้ไหมฮะ”
“ได้สิลูก พ่อให้คนไปเชิญเพื่อนๆ ของลูกไว้หมดแล้ว”
เจย์มองหน้าอังเดรอย่างแปลกใจ “ทำไมถึงไปจัดที่ร้านล่ะครับ ที่นี่ก็กว้างขวาง”
อังเดรยิ้มอย่างอ่อนโยน “เพราะที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของเราไง… ฉันอยากให้วันพิเศษของลูกเรา จัดขึ้นในสถานที่ที่พิเศษที่สุดสำหรับเราสามคน”
คำตอบของอังเดรทำให้หัวใจของเจย์พองฟู เขารู้สึกขอบคุณผู้ชายคนนี้เหลือเกินที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของความสัมพันธ์
ตกเย็น ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ‘อนันดา’ ที่เคยเป็นเพียงร้านเล็กๆ ธรรมดา ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่จัดงานวันเกิดที่เต็มไปด้วยลูกโป่งสีสันสดใสและของประดับตกแต่งน่ารักๆ บรรดาเพื่อนๆ ของสตาร์มาถึงกันพร้อมหน้าพร้อมตาพร้อมกับผู้ปกครองของพวกเขา เสียงเด็กๆ หัวเราะและวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ร้านเล็กๆ แห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา
อังเดรสลัดคราบมาเฟียจนหมดสิ้น เขาสวมผ้ากันเปื้อนช่วยเจย์ลวกก๋วยเตี๋ยวแจกจ่ายให้กับแขกในงานอย่างคล่องแคล่ว ไกรและลูกน้องคนสนิทคนอื่นๆ ก็มาช่วยงานด้วย ต่างพากันเล่นกับเด็กๆ และช่วยดูแลความเรียบร้อย เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็น
“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับนาย ว่าจะมีวันนี้” ไกรพูดขึ้นขณะช่วยย่างบาร์บีคิว
อังเดรยิ้ม “ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน… แต่ก็ขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้ฉันมีวันนี้”
ไฮไลท์ของงานคือตอนเป่าเค้กวันเกิด เค้กก้อนใหญ่รูปสนามฟุตบอลถูกนำมาวางตรงหน้าสตาร์ เด็กน้อยหลับตาอธิษฐานก่อนจะเป่าเทียนเลข 7 จนดับพรวด ท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงปรบมือจากทุกคน
“อธิษฐานว่าอะไรเหรอลูก” เจย์ถามหลังจากตัดเค้กให้ลูกชาย
สตาร์ยิ้มเขินๆ “สตาร์ขอให้ได้อยู่กับพ่ออังเดรและแม่เจย์แบบนี้ไปนานๆ ตลอดไปเลยฮะ”
คำอธิษฐานใสซื่อของลูกชายทำให้คนเป็นพ่อทั้งสองคนน้ำตาซึม พวกเขากอดลูกชายไว้แน่น “แน่นอนสิลูก… เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
หลังจากปาร์ตี้เลิกราและแขกทุกคนกลับไปแล้ว ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็ช่วยกันเก็บของในร้านจนเรียบร้อย ก่อนจะขับรถกลับคฤหาสน์ สตาร์นั่งหลับปุ๋ยอยู่เบาะหลังเพราะความเหนื่อยอ่อน
เมื่อถึงบ้าน อังเดรอุ้มลูกชายไปส่งที่ห้องนอนอย่างแผ่วเบา หลังจากจัดท่าทางให้ลูกนอนหลับสบายแล้ว เขาก็กลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง เห็นเจย์นั่งรออยู่บนเตียง
“มีความสุขไหมวันนี้” อังเดรถามพลางนั่งลงข้างๆ
“มีความสุขมากครับ… มีความสุขที่สุดเลย” เจย์ตอบ “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณนาย” อังเดรจับมือเจย์ขึ้นมากุมไว้ “ขอบคุณที่ยอมให้อภัยคนเลวๆ อย่างฉัน ขอบคุณที่มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตให้ฉัน… นั่นก็คือสตาร์”
เขาหยิบกล่องเครื่องประดับเล็กๆ อีกกล่องหนึ่งออกมาจากหัวเตียง “อันนี้… ของขวัญสำหรับนาย”
เจย์เปิดออกดูอย่างแปลกใจ ข้างในเป็นกำไลข้อมือเงินที่สั่งทำพิเศษ เป็นรูปดวงจันทร์เสี้ยวที่โอบล้อมดวงดาวดวงเล็กๆ เอาไว้ ที่ตัวดาวสลักชื่อ ‘เจย์’ และที่ดวงจันทร์สลักชื่อ ‘อังเดร’ เอาไว้คู่กัน
“มันสวยมากเลยครับ…”
“ฉันคือดวงจันทร์… ที่จะคอยโอบกอดและปกป้องสตาร์ของฉันตลอดไป” อังเดรพูดพลางสวมกำไลข้อมือให้กับเจย์ “ทั้งนาย… และลูก”
เจย์โผเข้ากอดอังเดรแน่น ซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง “ผมรักคุณนะ… อังเดร”
“ฉันก็รักนาย… เจย์… รักมากกว่าชีวิตของฉันเอง”
อังเดรประคองใบหน้าของเจย์ขึ้นมาแล้วมอบจูบที่ลึกซึ้งและอ่อนหวานที่สุดให้ เป็นจูบที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของพวกเขา ตั้งแต่อดีตที่ขมขื่น จนถึงปัจจุบันที่หวานล้ำ และคำมั่นสัญญาสำหรับอนาคตที่จะไม่มีวันพรากจากกัน
ค่ำคืนนั้น… ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอน ดวงดาวดวงน้อยได้หลับใหลอย่างมีความสุขในโลกแห่งความฝัน โดยมีดวงจันทร์และสตาร์อีกดวงคอยโอบกอดซึ่งกันและกัน… มอบความรักและความอบอุ่นให้แก่กัน… ตราบนานเท่านาน…
