Skip to content
Novel Sanook

Novel Sanook

ทุกเรื่องราวคือความสนุกที่ไม่มีวันจบ Where Every story Meets Fun

หนุ่มบ้านไร่ป่วนหัวใจดาราตกอับ

Posted on 8 มกราคม 20268 มกราคม 2026 By ไมเลอร์ ไม่มีความเห็น บน หนุ่มบ้านไร่ป่วนหัวใจดาราตกอับ
Post Views: 282

หนุ่มบ้านไร่ป่วนหัวใจดาราตกอับ

คำโปรย

จากแสงแฟลชสาดส่อง… สู่กลิ่นดินกลิ่นโคลน “นที” ดาราอับแสงที่สูญสิ้นทุกอย่าง จำต้องแบกหน้ามาอาศัย “สิงขร” เจ้าของไร่ปากร้ายที่เห็นเขาเป็นแค่ “คุณหนูสำออย” บททดสอบสุดหินแลกค่าที่พักจึงเริ่มต้นขึ้น แต่ใครจะรู้ว่า… ภายใต้ความหยาบกระด้างนั้น มีความอบอุ่นซ่อนอยู่ และภายใต้ความหยิ่งผยอง ก็มีความเปราะบางรอการค้นพบ ณ ไร่สิงขรแห่งนี้… เขาไม่ได้พบแค่ที่พักพิง แต่กำลังจะพบ “ที่พักใจ”

ตอนที่ 1 ดาราอับแสง

แสงแฟลชที่เคยสาดส่องราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บัดนี้กลายเป็นเหมือนอาวุธที่ไล่ล่าทิ่มแทง “นที” หรือ “ธีร์” นที วรเวช” ดาราและไฮโซหนุ่มดาวรุ่งที่เพิ่ง “ตกอับ” ดังโครมจากข่าวฉาวระดับประเทศ คลิปเสียงโต้เถียงกับผู้กำกับชื่อดังที่ถูกบิดเบือน พาดหัวข่าวเรื่องยาเสพติดที่ไร้มูลความจริง แต่สังคมออนไลน์ได้ตัดสินเขาไปเรียบร้อยแล้ว

จากเพนท์เฮาส์หรูกลางกรุง สู่รถกระบะเก่าๆ ที่กำลังวิ่งฝ่าความมืดบนถนนลูกรังทางภาคเหนือ นทีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันร้าย

“อีกไกลไหมครับลุง” เขาเอ่ยถามคนขับรถที่ไร่สิงขรส่งมารับที่สนามบินเชียงราย เสียงแหบพร่าเต็มที

“บ่เมินละครับคุณ ปู๊น…หันแสงไฟรำไรนั่นก่อ แม่นละครับ ไร่สิงขร”

นทีถอนหายใจยาว เขากอดกระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดไว้แนบอก เสื้อผ้าไหมราคาแพงยับยู่ยี่และเปื้อนฝุ่น กลิ่นดิน กลิ่นปุ๋ยคอกที่โชยมาปะทะจมูกทำให้เขาอยากจะอาเจียน นี่เขากำลังหนีนักข่าว หรือกำลังมาใช้กรรมกันแน่

ทั้งหมดเป็นเพราะ “คุณย่า” ท่านโทรมาสั้นๆ หลังเกิดเรื่องหนึ่งวัน “ไปอยู่กับสิงห์ที่ไร่สักพักนะธีร์ ที่นั่นไม่มีนักข่าว ไม่มีใครสนใจหรอกว่าแกเป็นใคร ย่าจัดการให้แล้ว”

“สิงห์” ไหน เขาไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ในภาวะที่แม้แต่ผู้จัดการส่วนตัวยังปิดเครื่องหนี นทีไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากแบกหน้ามาตายเอาดาบหน้า ณ สถานที่ที่เขาไม่เคยคิดจะเหยียบย่างเข้ามา

รถจอดสนิทหน้าเรือนไม้สักหลังใหญ่สไตล์ล้านนาประยุกต์ มันสวย… สวยแบบบ้านๆ ในสายตาของนที ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดม่อฮ่อมสีเข้มเปื้อนโคลนเดินลงมาจากเรือน หนวดเคราครึ้มจางๆ บนใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบจ้องมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

นี่น่ะหรือ “เจ้าของไร่” ที่คุณย่าบอกให้มาอาศัยด้วย สภาพดูไม่ต่างจากคนงานเลยสักนิด

“คุณนที?” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถาม

“ครับ” นทีตอบ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ “คุณ… สิงห์?”

“สิงขร” เขาตอบสั้นๆ “ตามมา”

สิงขรคว้ากระเป๋าเดินทางใบยักษ์ของนทีไปถืออย่างง่ายดายราวกับมันเป็นแค่ถุงขนม ผิดกับนทีที่แทบจะลากมันไม่ไหว “ห้องคุณอยู่เรือนเล็กด้านโน้น แยกเป็นส่วนตัวดี”

นทีเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ เรือนเล็กที่ว่าก็ยังใหญ่กว่าคอนโดบางห้องในกรุงเทพฯ แต่การตกแต่งมัน… “เรียบง่าย” เกินไปสำหรับเขา

“ไม่มีแอร์เหรอครับ” เขาถามทันทีที่เห็นพัดลมเพดาน

สิงขรหันขวับมามอง “ที่นี่กลางคืนสิบแปดองศา คุณอยากเป็นหวัดตายหรือไง”

“แล้ว… Wi-Fi ล่ะครับ รหัสอะไร”

“ไม่มี” สิงขรตอบ “สัญญาณโทรศัพท์มีบ้างตรงชานเรือน แต่ถ้าอยากเล่นเน็ต ต้องไปที่ทำการไร่ ห่างไปครึ่งกิโล”

นทีอ้าปากค้าง นี่มันป่าเถื่อนชัดๆ “คุณย่าไม่ได้บอกผมเรื่องนี้”

“คุณย่าบอกผมว่า คุณจะมา ‘พักผ่อน’ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการตัดขาดจากโลกภายนอก” สิงขรวางกระเป๋าลง “อาบน้ำซะ อีกครึ่งชั่วโมงกินข้าวเย็นที่เรือนใหญ่ ป้าจันทร์เตรียมไว้ให้แล้ว”

พูดจบ สิงขรก็เดินออกไป ทิ้งให้นทียืนเคว้งคว้างอยู่ในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังระงมจนน่ารำคาญ

มื้อเย็นคือหายนะยิ่งกว่าเดิม นทีนั่งมองสำรับอาหารพื้นเมืองตรงหน้า น้ำพริกอ่อง ผักนึ่ง แกงฮังเล และข้าวสวยร้อนๆ มันดูน่ากินสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเขาที่คุ้นชินกับอาหารฝรั่งเศส ไฟน์ไดนิ่ง หรืออย่างน้อยก็อาหารญี่ปุ่นมื้อละหลายพัน นี่มัน…

“กินไม่ลงเหรอ” สิงขรที่นั่งตรงข้ามถามขึ้น เขาตักข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย

“ผม… ปกติผมไม่กินผักนึ่ง” นทีว่า “มีอย่างอื่นไหมครับ สเต็ก หรือสปาเกตตีก็ได้”

ป้าจันทร์ แม่บ้านสูงวัย ทำหน้าเหรอหรา แต่นายสิงขรโบกมือห้ามไว้

“ที่นี่คือไร่สิงขร ไม่ใช่โรงแรมห้าดาว” สิงขรพูดเสียงเรียบ “เรากินอะไร คุณก็กินอย่างนั้น ถ้าไม่กิน ก็รอพรุ่งนี้เช้า”

นทีวางช้อนส้อมลงทันที ความโกรธผสมกับความน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งขึ้นมาจุกอก เขาเป็นดารา เป็นคนดัง แม้จะตกอับ แต่ก็ไม่ควรมีใครมาปฏิบัติกับเขาแบบนี้ “คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผมนะ”

“ผมมีสิทธิ์” สิงขรจ้องตากลับ “นี่บ้านผม ไร่ผม กฎของผม คุณย่าคุณฝากคุณไว้กับผม ท่านบอกว่าให้ผม ‘ดูแล’ คุณได้เต็มที่”

นทีกัดริมฝีปาก “ผมมาที่นี่ในฐานะแขกของคุณย่า”

“แขกเหรอ?” สิงขรหัวเราะในลำคอ “แขกที่ไหนหนีนักข่าวหัวซุกหัวซุนมาแบบคุณ”

คำพูดนั้นแทงใจดำนทีอย่างจัง เขาหน้าชา ลุกพรวดขึ้นยืน “ผมอิ่มแล้ว ขอตัว”

นทีเดินกลับเรือนเล็ก ปิดประตูลงกลอนเสียงดัง เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาที่อั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาคิดถึงแสงสีในกรุงเทพฯ คิดถึงแฟนคลับ คิดถึงชีวิตหรูหราที่พังทลายลงในพริบตา และตอนนี้ เขาต้องมาติดแหง็กอยู่กับผู้ชายป่าเถื่อน หยาบคาย และไร้ซึ่งอารยธรรมที่สุด!

คืนนั้นนทีนอนไม่หลับ ทั้งเพราะเสียงสัตว์กลางคืน และเพราะความหิว

…

เช้าวันรุ่งขึ้น นทีตื่นสายโด่งเกือบสิบโมง เขาเดินหิวโซไปที่เรือนใหญ่ แต่กลับพบว่าไม่มีใครอยู่เลย ป้าจันทร์เก็บสำรับเช้าไปหมดแล้ว เหลือเพียงข้าวต้มกุ๊ยเย็นชืดวางคลุมฝาชีไว้ให้

เขากินมันอย่างเสียไม่ได้ และใช้เวลาทั้งวันไปกับการเดินวนไปวนมาในห้อง พยายามหาสัญญาณโทรศัพท์ แต่ก็ไร้ผล เขารู้สึกเหมือนเป็นนักโทษที่ถูกตัดขาดจากโลก

พอถึงมื้อเย็น สถานการณ์ก็ซ้ำรอยเดิม อาหารพื้นเมืองที่เขาไม่คุ้นลิ้น นทีตัดสินใจไม่แตะมันเลย เขากลับห้องด้วยความหงุดหงิดและท้องที่ร้องโครกคราม

เป็นแบบนี้อยู่สามวันเต็มๆ นทีเริ่มซูบผอมและหงุดหงิดถึงขีดสุด ในขณะที่สิงขรก็แค่เฝ้ามองพฤติกรรม “คุณหนูผู้ดีตกยาก” อย่างสมเพชระคนขบขัน

เย็นวันที่สาม ขณะที่นทีกำลังจะเดินหนีจากโต๊ะอาหารเหมือนเดิม สิงขรก็เอ่ยขึ้น

“คุณนที”

นทีชะงัก แต่ไม่หันกลับมา

“ผมทนดูคุณอดๆ อยากๆ ทำตัวเป็นพระเอกมิวสิควิดีโออมทุกข์ต่อไปไม่ไหวแล้ว”

“มันเรื่องของผม” นทีสวนกลับ “ผมไม่ได้ขอให้คุณมายุ่ง”

“ใช่ มันเรื่องของคุณ… จนถึงตอนนี้” สิงขรลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินมาหยุดตรงหน้านทีที่ต้องแหงนหน้ามอง “ผมโทรคุยกับคุณย่าคุณแล้ว ท่านบอกว่า ช่วงนี้บัตรเครดิตคุณโดนอายัดหมดแล้วนี่”

นทีใจหายวาบ “คุณ…!”

“คุณย่าคุณไม่ได้ส่งเงินมาให้ผมเพื่อเลี้ยงดูคุณฟรีๆ นะ” สิงขรโกหกคำโต แต่สีหน้านิ่งสนิท “ท่านบอกว่า ถ้าคุณอยากอยู่ที่นี่ต่อ คุณต้องทำงานแลก”

“ว่าไงนะ!” นทีตะลึง “ทำงาน? ผมเนี่ยนะทำงาน? คุณบ้าไปแล้วเหรอ ผมเป็นดารานะ!”

“อดีตดารา” สิงขรย้ำอย่างเลือดเย็น “ตอนนี้คุณคือคนตกงานที่หนีคดีมาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่”

“ผมไม่ได้หนีคดี!”

“จะอะไรก็ช่าง” สิงขรยักไหล่ “ผมไม่สนอดีตของคุณ ผมสนปัจจุบัน” เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด จนลมหายใจอุ่นๆ ของสิงขรเป่ารดใบหน้านที

“ที่นี่… ไร่สิงขร… ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ คุณนที”

“คุณจะให้ผมทำอะไร กวาดบ้าน ถูพื้นเหรอ” นทีถามเสียงสั่นด้วยความโกรธ

“น้อยไป” สิงขรแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่กวนประสาทที่สุดเท่านทีเคยเห็นมา “งานในไร่มีเยอะแยะ เก็บสตรอว์เบอร์รี, พรวนดินแปลงผัก, หรือจะไปล้างคอกม้า… ก็ยังได้”

นทีแทบเป็นลม “คุณจะให้ผมไปล้างคอกม้า!”

“เลือกเอา” สิงขรทิ้งระเบิดลูกสุดท้าย “พรุ่งนี้ หกโมงเช้า ถ้าคุณไม่ตื่นมาทำงาน… ก็เก็บกระเป๋าคุณ แล้วไสหัวออกไปจากไร่ผมได้เลย”

สิงขรจ้องมองดวงตาที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้กำลังสั่นระริกด้วยความสับสนและสิ้นหนทาง เขารู้ดีว่านทีไม่มีที่ไป นักข่าวรอขย้ำเขาอยู่ทุกที่

“อ้อ…” สิงขรพูดก่อนจะเดินจากไป “ถ้าคุณทำงานดี ผมจะจ่าย ‘ค่าจ้าง’ ให้ด้วยนะ ไว้ซื้อของใช้ส่วนตัวที่คุณ ‘ขาดไม่ได้’ ไงล่ะ”

นทีได้แต่ยืนกำหมัดแน่น มองตามแผ่นหลังกว้างของเจ้าของไร่ใจยักษ์ เขาทั้งเกลียด ทั้งโกรธ แต่เหนือสิ่งอื่นใด… เขากลัว เขารู้ตัวดีว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วจริงๆ

ตอนที่ 2 บทเรียนคุณหนู

เสียงนาฬิกาปลุกที่นทีตั้งไว้ตอนเที่ยงคืนด้วยความจำใจ กรีดร้องโหยหวนในความเงียบของป่าเขา เวลาตีห้าครึ่ง

นทีครางในลำคอ เขามองออกไปนอกหน้าต่างที่ยังมืดสนิท ร่างกายประท้วงอย่างรุนแรง ปกติเวลานี้คือเวลาที่เขาเพิ่งกลับจากปาร์ตี้ หรืออย่างน้อยก็ยังอยู่ในห้วงนิทราลึกที่สุดบนที่นอนเมมโมรี่โฟมราคาหลายแสน

“บ้า… บ้าไปแล้ว” เขาสบถ แต่คำขู่ของสิงขรที่ว่า “ไสหัวออกไป” ยังดังก้องอยู่ในหัว

เขาไม่มีที่ไปจริงๆ

นทีลากสังขารไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเฉียบจนสะดุ้ง เขามองสภาพตัวเองในกระจก ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าซูบตอบเพราะไม่ยอมกินอาหารมาสามวัน “ทุเรศสิ้นดี นที”

บนเตียงมีชุดที่ป้าจันทร์นำมาวางไว้ให้ตั้งแต่เมื่อคืน… เสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงผ้าฝ้ายทรงหลวมๆ

“นี่มันชุดคนงานชัดๆ!” นทีอยากจะขว้างมันทิ้ง แต่เขาไม่มีทางเลือก เขาใส่ชุดที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต และสวมรองเท้าบูทยางที่สิงขรทิ้งไว้ให้หน้าห้อง—ซึ่งใหญ่กว่าเท้าเขาไปสองเบอร์

หกโมงตรงเป๊ะ นทีเดินกะเผลกๆ ไปที่เรือนใหญ่ สิงขรยืนรออยู่แล้ว ชายหนุ่มเจ้าของไร่อยู่ในชุดทำงานเต็มยศ ดูสดชื่นและตื่นตัวเต็มที่ เขากำลังจิบกาแฟดำจากแก้วดินเผา พลางมองสภาพ “คนงานใหม่” ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” สิงขรพูดเรียบๆ

“ผมมาแล้ว” นทีตอบเสียงขุ่น “จะให้ผมทำอะไรก็ว่ามา”

“หึ… ปากดี” สิงขรวางแก้วกาแฟลง “ตามมา”

สิงขรเดินนำลิ่วๆ ไปทางหลังไร่ นทีที่ขายาวๆ ยังแทบต้องวิ่งตาม อากาศยามเช้าหนาวเย็นจนเขาต้องกอดอกตัวเอง แสงแรกของวันเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะออก มันเป็นภาพที่สวยงาม… ถ้าเขาไม่ได้กำลังจะไปทำงานใช้หนี้แบบนี้

สิงขรหยุดที่หน้า “คอกม้า”

มันไม่ใช่คอกม้าสวยงามติดแอร์เหมือนที่เขาเคยไปเรียนขี่ม้าโชว์ตัวสมัยวัยรุ่น แต่มันคือโรงเลี้ยงม้าของจริง มีม้าตัวใหญ่สี่ห้าตัวส่งเสียงร้องทักทายเจ้าของไร่ และสิ่งที่ทำให้นทีแทบทรุด… คือกลิ่น

“คุณ… คุณไม่คิดจะให้ผม…” นทีเริ่มเสียงสั่น

“คิด” สิงขรยื่นพลั่วและรถเข็นดินให้เขา “งานแรกของคุณ ล้างคอกม้า”

นทีหน้าซีดเผือด “คุณแกล้งผมเหรอ!?”

“ผมพูดจริง” สิงขรจ้องตาเขม็ง “คุณหนูอย่างคุณคงคิดว่าการทำงานในไร่มันสวยหรูเหมือนในละครสินะ ตื่นมาจิบชา เดินชมดอกไม้ ไม่ใช่นะครับคุณนที ที่นี่คืองานหนัก”

“แต่นี่มัน… มันเหม็น! มันสกปรก!” นทีโวยวายลั่น

“ก็ใช่น่ะสิ” สิงขรยักไหล่ “ม้ามันขี้เป็นสายรุ้งรึไง? ถ้าคุณทำเสร็จเร็ว ก็ได้กินข้าวเช้าเร็ว ถ้าทำไม่เสร็จ… ก็อด”

สิงขรชี้ไปที่กองฟางเปียกชื้นและมูลม้าจำนวนมหาศาล “ตักทั้งหมดนั่นใส่รถเข็น เอาไปเทที่กองปุ๋ยหลังโรงเก็บ แล้วเอาฟางใหม่มาปูให้เรียบร้อย ผมจะไปดูคนงานตัดแต่งกิ่งกาแฟ เดี๋ยวกลับมาตรวจ”

พูดจบ สิงขรก็เดินผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้นทีเผชิญหน้ากับหายนะที่แท้จริง

นทีอยากจะร้องไห้ เขายกมือขึ้นปิดจมูก กลิ่นแอมโมเนียฉุนกึกจนแสบตา เขาพยายามใช้พลั่วตักมันขึ้นมา แต่ด้วยความที่ไม่เคยจับอะไรหนักกว่าช้อนส้อม ทำให้เขาทำมันหกเลอะเทอะมากกว่าเดิม

“โธ่เว้ย!” เขาตะโกนอย่างหัวเสีย ม้าตัวหนึ่งในคอกสะบัดหัวใส่เขาเหมือนจะสมน้ำหน้า

“เงียบไปเลยนะไอ้ม้าบ้า!”

เขาทั้งตัก ทั้งถีบ ทั้งเข็น ใช้เวลาเกือบชั่วโมงกับคอกแรกยังไม่เสร็จ เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อม่อฮ่อมเปียกชุ่มแนบเนื้อ ผมที่เคยเซ็ตทรงอย่างดีลู่ลงมาปรกหน้า สภาพเขาตอนนี้ดูไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำโคลน

แกร๊ก!

นทีพยายามจะเข็นรถที่เต็มไปด้วยมูลม้าออกจากคอก แต่ล้อดันไปติดร่องไม้ เขาออกแรงดันทั้งหมดตัว แต่ด้วยความที่รองเท้าบูทมันหลวมโพรก…

โครม!

นทีลื่นล้มหน้าคะมำลงไปบนกองฟางที่ยังไม่ได้ตัก แม้จะไม่ถึงกับจมกองมูลม้า แต่ก็เฉียดไปนิดเดียว รถเข็นเอียงกะเท่เร่

นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย นทีหมดความอดทน เขานั่งแหมะลงกับพื้นตรงนั้น ปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ “ฮือออ… คุณย่าใจร้าย! ไอ้บ้าสิงขร! พวกแกมันใจยักษ์ใจมาร! ผมจะกลับกรุงเทพฯ!”

“ถ้าจะร้องไห้ ช่วยไปร้องไกลๆ น้ำตาคุณมันเค็ม เดี๋ยวพื้นคอกม้าด่าง”

เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง นทีสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง สิงขรกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขายืนกอดอกพิงเสา มองนทีด้วยสายตาที่… ไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นความสมเพชจางๆ

“ผมทำไม่ได้!” นทียืนขึ้น ตะคอกใส่ทั้งน้ำตา “ผมไม่ใช่ทาสนะ!”

“ผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นทาส” สิงขรเดินเข้ามาหยิบพลั่วไปจากมือเขา “ผมบอกให้คุณ ‘ทำงาน’ ไม่ใช่มา ‘เล่น’ ละคร”

สิงขรเริ่มลงมือทำเองเป็นตัวอย่าง เขาตักอย่างชำนาญ หนักแน่น และรวดเร็ว กล้ามเนื้อแขนภายใต้เสื้อม่อฮ่อมเกร็งเป็นมัดๆ เหงื่อซึมเล็กน้อยบนขมับคมคาย เขาทำงานเงียบๆ ไม่กี่นาที กองมูลม้าก็หายไปครึ่งหนึ่ง

นทีอึ้ง เขามองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ผู้ชายคนนี้เป็นเจ้าของไร่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงทำงานสกปรกพวกนี้ได้คล่องแคล่วขนาดนี้

“ยืนบื้ออยู่ทำไม” สิงขรพูดโดยไม่หันมามอง “ไปเอาฟางใหม่มา”

นทีสะดุ้ง รีบวิ่งสะเปะสะปะไปที่โรงเก็บฟาง เขาลากก้อนฟางที่หนักอึ้งกลับมาอย่างทุลักทุเล

สิงขรเหลือบมอง “โง่จริง… เขาใช้รถเข็น”

นทีหน้าแดงก่ำ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลกในคณะละครสัตว์ แต่เขาก็ไม่เถียง รีบไปเอารถเข็นมาขนฟาง

ทั้งสองคนทำงานด้วยกันในความเงียบ มีเพียงเสียงพลั่ว เสียงฟาง และเสียงม้า สิงขรทำงานหลัก นทีเป็นลูกมือ คอยส่งของและเข็นรถไปทิ้ง (ซึ่งเขาก็ทำหกไปครึ่งทาง) กว่าคอกม้าทั้งห้าจะสะอาดเอี่ยมก็ปาเข้าไปเกือบเก้าโมงเช้า

นทีหมดแรงอย่างสมบูรณ์แบบ เขาทรุดตัวนั่งพิงกำแพง หายใจหอบ ตัวเหม็นกลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นม้าจนแทบอยากจะสำรอก

“เสร็จแล้ว” สิงขรปัดมือที่เปื้อนฝุ่น “ไปกินข้าวได้”

“ผม… ผมขออาบน้ำก่อน” นทีรังเกียจตัวเองเต็มทน

“ตามใจ” สิงขรเดินนำไป “แต่ป้าจันทร์เก็บสำรับสิบโมงนะ”

คำว่า “เก็บสำรับ” ทำให้นทีกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที ความหิวที่ถูกลืมไปชั่วขณะโจมตีเขารุนแรงยิ่งกว่ากลิ่นคอกม้า เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว รีบวิ่งตามสิงขรไปที่เรือนใหญ่

บนโต๊ะอาหาร มีข้าวต้มหมูสับร้อนๆ ควันฉุย กับปาท่องโก๋ตัวอ้วนๆ

นทีที่เคยเบือนหน้าหนีอาหารเช้าแบบนี้ บัดนี้นั่งลงและซดข้าวต้มเสียงดังซู้ดซ้าด ความเหนื่อยและความหิวทำให้ทุกอย่างอร่อยราวกับอาหารมิชลินสตาร์ เขาเติมข้าวไปสามถ้วย กินปาท่องโก๋จนหมดจาน

สิงขรนั่งกินเงียบๆ ตรงข้าม เขามองอาการ “หิวโซ” ของดาราหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ไม่อยู่

“อะไร” นทีเงยหน้าขึ้นมาถามเมื่อเห็นสายตาอีกฝ่าย “มองทำไม ไม่เคยเห็นคนหิวข้าวเหรอ” ปากเขายังเลอะคราบข้าวต้ม

“เพิ่งเคยเห็น” สิงขรตอบ “นึกว่าคุณกินแต่อาหารฝรั่งเศส”

นทีกระแทกช้อนลง “ผมเหนื่อย! ผมทำงาน! ผมก็ต้องหิวเป็นธรรมดา!”

“ก็ดี” สิงขรลุกขึ้น “อย่างน้อยวันนี้คุณก็ทำตัวมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง”

“นี่คุณด่าผมเหรอ!”

“เปล่า” สิงขรยักไหล่ “ไปอาบน้ำซะ กลิ่นคุณตลบไปทั้งเรือนแล้ว” เขามองไปที่มือของนที “แล้วก็… อย่าลืมล้างมือให้สะอาดด้วยล่ะ ขี้ม้าทั้งนั้น”

นทีก้มลงมองมือตัวเองที่ดำเมี่ยม… มือที่เขาเคยใช้ประโคมครีมกระปุกละหมื่น เขารู้สึกอยากจะกรี๊ดอีกรอบ แต่ทำได้แค่ลุกขึ้นกระทืบเท้าปึงปังกลับเรือนเล็กไป

สิงขรมองตามจนลับตา เขาหัวเราะในลำคอ

“คุณหนูก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่แฮะ… อย่างน้อยก็อึดกว่าที่คิด”

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งหาใครบางคน

“ไม่ต้องห่วงครับคุณย่า หลานคุณย่ายังกินอิ่มนอนหลับดี… แค่ต้องทำงานแลกข้าวนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ”

ตอนที่ 3 สตรอว์เบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน

นทีตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อมาด้วยเสียงร้องครวญครางของ… ตัวเอง

“โอ๊ย…”

เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกรถบรรทุกทับแหลกละเอียด กล้ามเนื้อทุกส่วนที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่พร้อมใจกันประท้วง ทั้งหลัง แขน ขา โดยเฉพาะบั้นเอวที่ใช้เข็นรถขนมูลม้าเมื่อวาน มันปวดร้าวไปหมด

แต่ความหิวก็ยังทรงพลังกว่าความเจ็บปวด

นทีจำใจพยุงร่างที่ใกล้พังของตัวเองไปอาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดม่อฮ่อม (ที่เขาเริ่มชินกับมันอย่างน่าประหลาดใจ) และเดินลากขาไปยังเรือนใหญ่ วันนี้เขาตื่นสายไปสิบห้านาที เพราะมัวแต่ยืดเส้นยืดสายอยู่นานสองนาน

สิงขรนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์ (ฉบับเมื่อวานซืน) อยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาเหลือบมองสภาพกึ่งพิการของนทีแวบหนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

“ตื่นสาย” เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ

“ผม… ผมปวดตัว” นทีเถียงเสียงอ่อย เขาทรุดตัวลงนั่งและรีบคว้าข้าวต้มตรงหน้ามากินทันที วันนี้เขาไม่สนแล้วว่ากลิ่นตัวจะเหม็นหรือไม่เหม็น ขอแค่ได้กินก่อน

“สำออย”

“คุณ!” นทีกระแทกช้อน “ผมทำงานหนักจริงๆ นะเมื่อวาน! คุณไม่ปวดรึไง”

“ผมทำทุกวัน” สิงขรตอบสั้นๆ “กินเสร็จแล้วตามไปเจอกันที่แปลงสตรอว์เบอร์รีท้ายไร่”

“วันนี้… ไม่ได้ล้างคอกม้าแล้วเหรอ” นทีถามอย่างมีความหวัง

สิงขรยิ้มมุมปาก “กลัวจะอกแตกตายซะก่อน วันนี้ให้ทำงานเบาๆ”

คำว่า “งานเบาๆ” ทำให้นทีรู้สึกดีขึ้นมาเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยการเก็บผลไม้คงไม่ทรมานเท่าการขุดขี้ม้า

หลังจากกินอิ่ม (ซึ่งเขาก็กินไปสองชามตามเคย) นทีก็เดินตามลายแทงที่สิงขรบอกไว้ ท้ายไร่มีแปลงสตรอว์เบอร์รีขนาดใหญ่กางมุ้งสีขาวสะอาดตา ปลูกเป็นแถวยาวเหยียดบนพื้นดินคลุมพลาสติกสีดำ มันดู… สะอาดกว่าที่คิด

คนงานหญิงหลายคนกำลังก้มๆ เงยๆ เก็บผลไม้ใส่ตะกร้าอย่างคล่องแคล่ว

“อ้าว คุณ… คุณดารา” ป้าจันทร์ ซึ่งวันนี้มาคุมงานเอง เอ่ยทัก

นทียิ้มแหยๆ “สวัสดีครับป้า”

“นายสิงห์สั่งไว้เหรอคะ” ป้าจันทร์มองเขาอย่างเอ็นดู “มาค่ะ เดี๋ยวป้าสอนให้”

ป้าจันทร์ยื่นหมวกปีกกว้างใบใหญ่ กับตะกร้าหวายบุผ้าให้เขา “นี่ค่ะ เลือกเอาแต่ลูกแดงๆ สุกๆ นะคะคุณ เด็ดให้มีขั้วติดมาด้วย แบบนี้ค่ะ” ป้าจันทร์สาธิตให้ดู “ค่อยๆ วางในตะกร้า อย่าให้ช้ำ ไม่งั้นขายไม่ได้ราคา”

นทีพยักหน้า “แค่นี้เองเหรอครับ สบายมาก”

เขาเริ่มลงมือทำ มันดูง่ายกว่าเมื่อวานเยอะ แค่ก้มลงไปหาลูกสีแดงๆ แล้วก็เด็ด…

แคว่ก!

นทีดึงแรงไปหน่อย ต้นสตรอว์เบอร์รีแทบจะหลุดติดมือเขามาทั้งยวง

“เบาๆ ค่ะคุณ!” ป้าจันทร์ร้อง

“ขอโทษครับ”

เขาเริ่มใหม่ คราวนี้เขาพยายามเบามือ แต่เล็บยาวๆ ที่เคยทำมาอย่างดี (แม้ตอนนี้จะกุดไปบ้างแล้ว) ก็จิกลงไปในเนื้อสตรอว์เบอร์รีจนช้ำเละคาต้น

“โธ่เอ๊ย!” นทีเริ่มหงุดหงิด ทำไมมันยากเย็นขนาดนี้

เขาใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะได้สตรอว์เบอร์รีเต็มก้นตะกร้า ในขณะที่ป้าจันทร์กับคนงานคนอื่นได้ไปคนละค่อนตะกร้าแล้ว

“ไม่เป็นไรค่ะ ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็ชิน” ป้าจันทร์ให้กำลังใจก่อนจะเดินไปดูแถวอื่น

นทีถอนหายใจยาว เขาก้มหน้าก้มตาเก็บต่อไป แสงแดดเริ่มแรงขึ้น อากาศที่เคยเย็นสบายตอนเช้าเริ่มร้อนอบอ้าว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมและหลังคอ

เขาทำงานไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ ก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เขาแอบหยิบลูกที่แดงฉ่ำที่สุดขึ้นมาลูกหนึ่ง มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ เขาก็โยนมันเข้าปาก

“อื้อ!”

ความหวานอมเปรี้ยวที่สดใหม่ระเบิดในปาก นทีตาโต “อร่อยชะมัด”

เมื่อมีลูกที่หนึ่ง ก็ต้องมีลูกที่สองและสาม นทีเริ่มทำงานไป ชิมไปอย่างเพลิดเพลินจนลืมตัว

“ค่าจ้างผมจ่ายเป็นเงิน ไม่ได้จ่ายเป็นสตรอว์เบอร์รี”

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลังจนนทีสะดุ้งโหยง เขารีบกลืนสตรอว์เบอร์รีในปากลงคอแทบไม่ทัน

“แค่ก… แค่ก… คุณ!” เขาหันไปจ้องสิงขรที่ยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาจับผิด “มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ตกใจหมด”

“ถ้าไม่มาแอบดู จะรู้ได้ไงว่าคนงานคนใหม่ขโมยของกิน” สิงขรพูดหน้าตาย

“ผมไม่ได้ขโมย!” นทีหน้าแดง “ผมแค่… ชิม! ชิมว่ามันหวานรึเปล่า”

“แล้วหวานไหมล่ะ”

“ก็… ก็หวานดี” นทีตอบอ้อมแอ้ม

สิงขรก้มลงดูตะกร้าของนที ซึ่งพร่องไปกว่าครึ่ง “นี่คุณกินไปครึ่งตะกร้าแล้วมั้ง”

“ผมเปล่า!”

“ดูมือคุณสิ” สิงขรชี้

นทีก้มมองมือตัวเองที่เปรอะไปด้วยน้ำสตรอว์เบอร์รีสีแดงสด… หลักฐานคาตา

“ผม…” นทีเถียงไม่ออก “ก็คนมันเหนื่อยนี่นา!”

สิงขรส่ายหัวอย่างระอา “คุณนี่มัน… ทำงานก็ช้า อู้ก็เก่ง แถมยังขโมยของอีก”

“ผมไม่ได้ขโมย!” นทีตะโกนใส่หน้า “ไอ้บ้าเผด็จการ! คุณมันจ้องแต่จะจับผิดผม! ผมทำไม่เป็นนี่! ผมไม่ใช่ชาวไร่แบบคุณ!”

“ก็ใช่ไง” สิงขรสวนกลับ “คุณมันพวกคุณหนู เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากแต่งตัวสวยๆ ไปวันๆ”

คำพูดของสิงขรแทงใจดำนทีอย่างแรง ความรู้สึกน้อยใจและอับอายที่ตัวเองไร้ค่ามันตีตื้นขึ้นมา เขากำลังจะอ้าปากเถียงกลับ แต่สิงขรก็ชิงพูดตัดบทเสียก่อน

“มานี่ ผมจะสอน”

สิงขรไม่รอคำตอบ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนทีจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของเขาแทบจะโอบล้อมดาราหนุ่มไว้จนมิด นทีตัวแข็งทื่อ กลิ่นแดดอ่อนๆ ผสมกลิ่นดินจากตัวสิงขรลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นที่… แปลก แต่ไม่เหม็น

“คุณจะทำอะไร” นทีถามเสียงสั่น พยายามจะขยับหนี

“อยู่นิ่งๆ” สิงขรสั่งเสียงดุ เขาจับมือนุ่มนิ่มที่เปื้อนดินของนทีไว้ มือของสิงขรทั้งใหญ่ ทั้งสาก และอุ่นจัด ความหยาบกร้านจากงานหนักตัดกับผิวละเอียดของนทีอย่างสิ้นเชิง

“เวลาเด็ด…” สิงขรบังคับมือนทีให้ยื่นไปที่พวงสตรอว์เบอร์รี “ใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับที่ขั้วเหนือลูกแบบนี้”

เขาออกแรงกดเล็กน้อย “แล้วบิดข้อมือ… แค่นี้”

ก้านสตรอว์เบอร์รีหลุดออกจากต้นอย่างง่ายดาย โดยที่ลูกสีแดงสดยังคงสวยงามสมบูรณ์แบบ

นทีหัวใจเต้นแรง… แรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน สิงขรอยู่ใกล้เกินไป ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดข้างแก้มของนที

“เข้าใจรึยัง” สิงขรถามเสียงพร่าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นเบาๆ จากร่างในอ้อมแขน

“ขะ… เข้าใจแล้ว! ปล่อยได้แล้ว!” นทีสะบัดมือออกและผละตัวหนีทันที เขาหันหลังให้เพื่อซ่อนใบหน้าที่ร้อนผ่าว “ผมทำเองได้”

สิงขรยืนมองแผ่นหลังบางนั้นนิ่งๆ เขายกมือตัวเองขึ้นมามอง… ความนุ่มนิ่มของผิวนทียังติดอยู่ที่ปลายนิ้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว

“ก็ทำให้มันเร็วๆ ด้วยล่ะ” เขากระแอม “แดดเปรี้ยงขนาดนี้ ถ้าคุณเป็นลมล้มพับไป ผมไม่แบกกลับนะ”

“ใครเขาจะอ่อนแอขนาดนั้น!” นทีหันมาแว้ดใส่ แต่ก็รีบก้มหน้าก้มตาเก็บสตรอว์เบอร์รีตามวิธีที่สิงขรสอนทันที

มันได้ผล… เขาเก็บได้เร็วขึ้นและช้ำน้อยลง

สิงขรยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปตรวจงานที่อื่น แต่ในใจกลับนึกถึงสัมผัสเมื่อครู่… และกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนสบู่ราคาแพงที่ติดตัวคุณหนูคนนั้น

…

ตกบ่าย นทีทำงานเสร็จ (แบบทุลักทุเล) เขาขนตะกร้าสตรอว์เบอร์รีไปรวมที่จุดคัดแยก สภาพสะบักสะบอมยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก แดดเผาจนหน้าและแขนแดงไปหมด

เย็นวันนั้น หลังอาบน้ำ นทีกำลังจะเดินไปที่เรือนใหญ่ สิงขรก็เดินสวนมา

“เดี๋ยวก่อน”

นทีหยุด “อะไรอีก”

สิงขรยื่นเงินจำนวนหนึ่งใส่มือนที… แบงก์ยี่สิบสามใบกับเหรียญสิบสองเหรียญ รวมเป็นแปดสิบบาท

“อะไร” นทีขมวดคิ้ว

“ค่าแรงคุณ”

“แปดสิบบาท!?” นทีแทบกรี๊ด “นี่คุณให้ผมตากแดดทั้งวัน แลกกับเงินแปดสิบบาทเนี่ยนะ!?”

“หักค่าสตรอว์เบอร์รีที่คุณ ‘ชิม’ ไปแล้ว” สิงขรพูดหน้าตาย “หักค่าที่คุณทำมันช้ำด้วย”

“คุณมัน… หน้าเลือด! ขี้งก!”

“ถ้าไม่อยากได้ก็เอาคืนมา” สิงขรยื่นมือแบออก

นทีกำเงินแปดสิบบาทนั้นไว้แน่น “ไม่! นี่มันเงินผม ผมทำงานได้!”

แม้จะเป็นจำนวนเงินที่น้อยนิดจนน่าสมเพช แต่มันคือเงินก้อนแรกในชีวิตที่เขา “ทำงาน” แลกมาจริงๆ ไม่ใช่เงินที่คุณย่าโอนให้ หรือเงินค่าตัวแพงๆ จากการไปยืนยิ้มสวยๆ ไม่กี่ชั่วโมง

“ได้เงินแล้วก็อย่าลืม” สิงขรพูดทิ้งท้าย “พรุ่งนี้หกโมงเช้าเหมือนเดิม”

“พรุ่งนี้ทำอะไรอีกเล่า!”

“พรวนดินแปลงผักสลัด” สิงขรยิ้มเยาะ “งานเบาๆ… อีกแล้ว”

นทีอยากจะเอาเงินแปดสิบบาทฟาดหน้าผู้ชายคนนี้ แต่เขาก็ทำได้แค่กระทืบเท้าเดินหนีไปทางเรือนใหญ่เพื่อ “กิน” ให้คุ้มกับแรงงานที่เสียไป

สิงขรมองตามแผ่นหลังนั้นไปอีกครั้ง คราวนี้เขายิ้มกว้างกว่าเดิม… เขายอมรับว่า การแกล้งคุณหนูไฮโซคนนี้ มันสนุกกว่าที่เขาคิดไว้เยอะจริงๆ

ตอนที่ 4 ดินในมือ

นทีตื่นมาในสภาพที่เรียกว่า “เกือบตาย”

การเก็บสตรอว์เบอร์รีที่เขาคิดว่าเบา มันคือการนั่งยองๆ และลุกนั่งนับร้อยครั้ง ผลลัพธ์คือต้นขาและสะโพกของเขาระบมจนแทบก้าวขาไม่ออก บวกกับอาการปวดเมื่อยจากวันล้างคอกม้าที่ยังไม่หายดี สภาพของเขาตอนนี้เหมือนหุ่นยนต์ที่น้ำมันหมด

“โอ๊ย… โอ๊ย… โอ๊ย” เขาร้องทุกย่างก้าวที่เดินไปเรือนใหญ่

สิงขรนั่งรออยู่แล้วเช่นเคย วันนี้เขากำลังเช็ดทำความสะอาดปืนไรเฟิลกระบอกยาว นทีกลืนน้ำลายเอื๊อก ผู้ชายคนนี้จะป่าเถื่อนไปถึงไหน

“สายไปห้านาที” สิงขรพูดโดยไม่เงยหน้า “ถ้าคุณเป็นคนงานของผมจริงๆ ผมไล่ออกไปแล้ว”

“ก็ผมไม่ใช่คนงานคุณจริงๆ นี่!” นทีเถียงกลับอย่างโมโห ก่อนจะรีบจ้วงข้าวต้มเข้าปากด้วยความหิวโหย “อีกอย่าง เมื่อวานคุณใช้งานผมหนักเกินไป ผมปวดไปทั้งตัวแล้ว”

“แค่นั่งเก็บสตรอว์เบอร์รีเนี่ยนะ” สิงขรหัวเราะหึ “วันนี้สิ งานเบาของจริง”

นทีไม่เชื่อคำพูดของสิงขรอีกต่อไปแล้ว

หลังอาหารเช้า สิงขรขับรถกระบะเก่าๆ พาเขาลึกเข้าไปในไร่ ผ่านสวนกาแฟ ผ่านทุ่งข้าวโพด จนมาหยุดที่แปลงผักสลัดขนาดใหญ่ ปลูกบนแปลงดินที่ยกสูงขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ ข้างๆ กันมีกองปุ๋ยหมักกองโต

“นี่” สิงขรโยนจอบมืออันเล็กๆ กับถุงมือผ้าคู่หนึ่งให้นที “แปลงนู้น… กับแปลงนั้น” เขาชี้ไปที่แปลงผักกรีนโอ๊คประมาณสิบแปลง “กำจัดวัชพืช แล้วพรวนดินรอบๆ โคนต้นซะ ทำให้ดินมันร่วน”

นทีรับของมาอย่างงงๆ “แล้ว… ถุงมือ?”

“เมื่อวานคุณหนูทำสตรอว์เบอร์รีผมช้ำไปหลายลูก วันนี้ผักสลัดผมมันบอบบางกว่านั้น” สิงขรพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อย่าทำพังล่ะ”

ที่แท้ก็กลัวของเสียหาย ไม่ได้ห่วงมือเขาสักนิด! นทีเบ้ปาก แต่ก็ยอมสวมถุงมือแต่โดยดี

เขาเริ่มลงมือทำ มันเป็นงานที่ต้องนั่งยองๆ หรือคุกเข่า (ซึ่งเขาก็ปวดเข่าอยู่แล้ว) เขาต้องใช้จอบเล็กๆ ค่อยๆ แซะหญ้าที่ขึ้นแซมออกมา แล้วพรวนดินรอบโคนผักสลัดสีเขียวสด

แดด… ร้อน… ร้อนกว่าทุกวัน

เหงื่อของนทีไหลหยดลงบนดิน เขาทำงานไปได้ไม่ถึงครึ่งแปลงก็รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ถุงมือผ้าที่สิงขรให้มามันทั้งหนาและอับ ทำให้มือของเขาร้อนจนแทบพอง

“โว้ย! ไม่ไหวแล้ว!”

นทีถอดถุงมือออกขว้างทิ้ง เขาใช้มือเปล่าๆ ที่เริ่มด้านขึ้นมานิดหน่อยดึงหญ้าแทน มันเร็วกว่า แต่ก็เจ็บกว่า

“คุณ!” เขาตะโกนเรียกสิงขรที่ยืนพิงรถกระบะ คอยคุมงานอยู่ไม่ไกล “ผมขอน้ำหน่อย!”

สิงขรโยนกระติกน้ำทหารสีเขียวมะกอกมาให้ นทีรับแทบไม่ทัน เขารีบเปิดดื่มอย่างกระหาย

“อึก… อึก… แฮ่ก…” เขาเงยหน้าขึ้นเช็ดเหงื่อที่ปรกหน้า “คุณมันใจร้าย ใช้งานผมเหมือนทาส”

“ทาสที่ไหนได้กินข้าวต้มหมูสับสองชามทุกเช้า” สิงขรเดินเข้ามาดูผลงานเขา “ช้า… ช้ามาก แล้วนี่อะไร”

สิงขรชี้ไปที่ต้นกรีนโอ๊คที่นทีเพิ่งพรวนดินเสร็จ… แต่มันดันหลุดออกมาจากดินทั้งราก

“อุ๊ย” นทีรีบยัดมันกลับลงไป “ก็มัน… ดินมันแข็ง”

“ผมบอกให้พรวนรอบๆ ไม่ได้บอกให้ถอนรากถอนโคน” สิงขรบ่น “คุณนี่มัน… ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างจริงๆ”

“ผมก็พยายามอยู่นี่ไงเล่า!” นทีเริ่มโมโห “มือผมจะพังหมดแล้ว!” เขายกมือแดงๆ ของตัวเองขึ้นโชว์ “ดูสิ! ผิวผมเสียหมดแล้ว!”

สิงขรมองมือนั้นนิ่งๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “ไร้ประโยชน์”

เขาพูดสั้นๆ แต่มันกลับทำให้นทีรู้สึกเจ็บจี๊ดอย่างประหลาด เขาไม่ชอบ… ไม่ชอบที่ถูกมองว่าไร้ประโยชน์

“ผมไม่ได้ไร้ประโยชน์นะ!”

“งั้นก็ทำให้ดูหน่อย” สิงขรท้า

นทีกัดฟัน เขาหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาดึงหญ้าต่อด้วยความโกรธ เขาจะพิสูจน์ให้ไอ้บ้านี่เห็นว่าเขาไม่ใช่คนสำออย เขาดึงอย่างแรง…

“โอ๊ย!”

นทีร้องลั่น เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ ก้มลงดูก็เห็นว่าผิวหนังที่เริ่มพองเป็นตุ่มน้ำใสๆ ตั้งแต่เมื่อวาน มันแตกออกแล้ว เลือดซิบๆ ไหลผสมกับดิน

“ซวยชะมัด” เขาพึมพำ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย

สิงขรที่เห็นเหตุการณ์ขมวดคิ้ว “สำออยอีกแล้ว”

“ไม่ได้สำออย! มันเจ็บจริงๆ!” นทีตะคอกกลับทั้งน้ำตา เขาไม่สนแล้วว่าจะดูอ่อนแอแค่ไหน

สิงขรเดินเข้ามา คว้าข้อมือนทีไว้แน่น “ไหน”

“ปล่อยนะ! มันเปื้อนดิน!” นทีพยายามดึงมือกลับ แต่สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้

สิงขรลากเขาไปที่รถกระบะ กดเขานั่งลงบนท้ายรถ แล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาจากใต้เบาะ

“บอกแล้วว่าอย่าถอดถุงมือ” เขาดุขณะที่เทน้ำเกลือล้างแผลราดลงบนฝ่ามือนที

“ซี๊ดดด…” นทีสะดุ้ง “ก็มันร้อนนี่!”

“ร้อนก็ต้องทน” สิงขรพูดเสียงแข็ง แต่การกระทำของเขากลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ เขาใช้สำลีซับแผลเบาๆ แล้วทายาฆ่าเชื้อ

นทีนั่งนิ่ง หัวใจเต้นตึกตัก เขามองเสี้ยวหน้าคมคายที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เขา… สิงขรกำลังทำแผลให้เขา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มองอีกฝ่ายใกล้ๆ ขนาดนี้โดยไม่มีอารมณ์โกรธขุ่นมัวนำ ขนตาสิงขรยาวจนน่าอิจฉา จมูกโด่งเป็นสันรับกับโหนกแก้มที่ชัดเจน และมีรอยแผลเป็นเล็กๆ จางๆ ตรงข้างกรามที่เขามองไม่เคยเห็นมาก่อน

“มองอะไร” สิงขรถามขึ้น ทำลายนทีหลุดจากภวังค์

“เปล่า” นทีรีบหันหน้าหนี รู้สึกแก้มร้อนผ่าว “แค่… คุณมียาฆ่าเชื้อติดรถไว้ด้วยเหรอ”

“คนที่ทำงานกับของมีคมและดินทุกวัน ก็ต้องมี” สิงขรติดพลาสเตอร์ยาลงบนแผลอย่างเรียบร้อย “เสร็จแล้ว”

เขาปล่อยมือนทีทันทีเหมือนเพิ่งจับของร้อน “คราวนี้ใส่ถุงมือซะ” เขายื่นถุงมือคู่ใหม่ให้ เป็นถุงมือทำสวนแบบเคลือบยางอย่างดี ไม่ใช่ถุงมือผ้าโง่ๆ แบบเมื่อครู่

“คุณ…” นทีอึ้ง “คุณมีถุงมือดีๆ แบบนี้อยู่แล้ว? แล้วทำไม… ทำไมคุณแกล้งผม”

“ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้นานแค่ไหน” สิงขรยักไหล่ “ก็ทนได้นานกว่าที่คิดนะ… ห้านาที”

“ไอ้บ้า!” นทีคว้าถุงมือมาใส่ “คุณมันนิสัยไม่ดี!”

“ผมรู้” สิงขรไม่สะทกสะท้าน “ลุกขึ้น จะได้เวลาพักเที่ยงแล้ว เหลืออีกแปลงเดียว ทำให้เสร็จ ผมจะสอน”

สิงขรหยิบจอบมืออีกอันขึ้นมา แล้วลงไปคุกเข่าในแปลงผัก “ดูซะ… เขาทำกันแบบนี้”

เขาเริ่มพรวนดินให้ดูเป็นตัวอย่าง จังหวะสม่ำเสมอ รวดเร็ว แต่ไม่โดนรากผัก นทีลงไปนั่งข้างๆ (แบบทุลักทุเล) และพยายามทำตาม

พวกเขาทำงานเงียบๆ ข้างกัน มีเพียงเสียงจอบเล็กๆ ที่กระทบดิน นทีที่ใส่ถุงมือดีๆ แล้วก็ทำงานได้คล่องขึ้น

“ทำไมคุณต้องมาทำเองด้วย” นทีอดถามไม่ได้ “คุณเป็นเจ้าของไร่ไม่ใช่เหรอ จ้างคนงานทำก็ได้”

สิงขรหยุดมือแวบหนึ่ง “ถ้าเจ้าของไม่เคยลงมือทำเอง แล้วจะรู้ได้ไงว่าดินมันดีไม่ดี ผักมันป่วยตรงไหน ถ้าเอาแต่นั่งสั่งงานบนโต๊ะ จะไปบริหารคนงานที่เขาตากแดดทั้งวันได้ยังไง”

เขาเหลือบมองนที “ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ ที่ทุกอย่างมัน ‘เสก’ มาได้ คุณหนู”

“ผมบอกว่าอย่าเรียกผมแบบนั้น”

“งั้นก็เลิกทำตัวแบบนั้น” สิงขรสวน “งานพรวนดินแค่นี้ ทำเป็นจะเป็นจะตาย”

ถึงจะโดนด่า แต่แปลก… นทีกลับไม่โกรธเท่าเมื่อก่อน เขาก้มหน้าก้มตาพรวนดินต่อไป

…

เย็นวันนั้นที่โต๊ะอาหาร นทีกินข้าวได้เยอะเป็นประวัติการณ์ ป้าจันทร์ถึงกับทอดไข่เจียวหมูสับจานโตมาเพิ่มให้

“แหม คุณนที ท่าจะหิวจัดนะคะ” ป้าจันทร์ยิ้มเอ็นดู

นทีอายเล็กน้อย “ก็… มันเหนื่อยนี่ครับป้า”

เขารู้สึกภูมิใจแปลกๆ ที่ตัวเองผ่าน “งานเบาๆ” ของสิงขรมาได้อีกวัน

สิงขรที่นั่งเงียบๆ กินข้าวของตัวเองไป เอ่ยขึ้นลอยๆ

“เงินแปดสิบบาทเมื่อวานน่ะ”

นทีเงยหน้าขึ้น “ทำไม”

“ที่ร้านค้าสหกรณ์ของไร่ ตรงบ้านพักคนงาน มีครีมทามือแบบที่คนงานเขาใช้กันขายอยู่” สิงขรพูด “ดีกว่าไอ้ครีมน้ำหอมที่คุณใช้อยู่เยอะ”

นทีขมวดคิ้ว “นี่คุณ… ไล่ผมไปซื้อของเหรอ”

“ผมบอกให้คุณไปดูแลมือตัวเอง” สิงขรจ้องตาเขา “ถ้ามือคุณพัง ทำงานไม่ได้… คุณก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“อดกินข้าว!” นทีพูดสวนขึ้นมาทันควัน “รู้แล้วน่า! พูดอยู่นั่นแหละ!”

นทีแว้ดกลับไป แต่ในใจกลับรู้สึกอุ่นวาบแปลกๆ

ไอ้เจ้าของไร่ปากร้ายคนนี้… มันก็แค่เป็นห่วงมือเขากลัวจะทำงานไม่ได้… หรือว่า… มันจะเป็นห่วง “เขา” กันแน่นะ

ตอนที่ 5 อวสาน

เวลาเกือบหนึ่งเดือนผ่านไป…

นที วรเวช คนเดิมได้ “ตาย” ไปแล้ว และเกิดใหม่ในฐานะ “นายธีร์” แห่งไร่สิงขร

เสื้อผ้าม่อฮ่อมที่เคยรังเกียจ บัดนี้กลายเป็นยูนิฟอร์มที่ใส่สบายที่สุด ผิวขาวจัดที่เคยประโคมครีมกันแดดราคาแพง บัดนี้กลายเป็นสีแทนสุขภาพดี (แม้เจ้าตัวจะบ่นอุบ) และมือที่เคยนุ่มนิ่ม บัดนี้มีตุ่มไตแข็งๆ และร่องรอยของคนที่ “ทำงาน” จริงๆ

เขารู้จักการตื่นหกโมงเช้า รู้จักรสชาติของข้าวต้มที่อร่อยที่สุดในโลกหลังทำงานหนัก และที่สำคัญที่สุด เขารู้จักการ “โต้เถียง” กับสิงขรจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

การปะทะคารมของพวกเขากลายเป็นเรื่องปกติ จากที่เคยโกรธจนตัวสั่น บัดนี้กลายเป็นสงครามน้ำลายที่แอบซ่อนความ… สนุกสนาน

“คุณสิงห์! เมื่อวานคุณบอกผมว่าวันนี้ให้ไปตัดแต่งกิ่งกาแฟไม่ใช่เหรอ แล้วไหงป้าจันทร์บอกให้ผมไปเก็บไข่ไก่!” นทีโวยวายในมื้อเช้า

“อ้าวเหรอ ผมลืม” สิงขรตอบหน้าตาเฉย “เก็บไข่ไก่ก็ดีแล้วนี่ งานเบาๆ… อีกแล้ว”

“งานเบาของคุณทีไร ผมแทบตายทุกที!” นทีเถียง “เมื่อวานโดนไก่จิกแขนเป็นรอยหมดแล้ว!”

“คุณหนูสำออย”

“ไอ้เจ้าของไร่เผด็จการ!”

ป้าจันทร์ที่ยกกับข้าวมาเพิ่มได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆ “เถียงกันอีกแล้วนะคะ พ่อแง่แม่งอน”

“ใครแม่งอน!?” สองเสียงประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่ทั้งสิงขรและนทีจะหันมามองหน้ากันแล้วรีบเบือนหน้าหนีไปคนละทาง

ความรู้สึกบางอย่างมันกำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ ท่ามกลางกลิ่นดินและเสียงไก่ขัน มันคือความคุ้นชินที่อันตราย… อันตรายต่อหัวใจของนทีที่เคยพังยับเยิน

จนกระทั่งวันนั้น…

นทีกำลังช่วยคนงานคัดแยกสตรอว์เบอร์รีล็อตใหม่ที่โรงคัดแยก เขาฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งเสียงรถยนต์ที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้น

ไม่ใช่รถกระบะเก่าๆ ของไร่ แต่เป็นรถตู้สีดำทึบติดฟิล์มมืด

นทีชะงัก หัวใจเขาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ประตูรถตู้เลื่อนเปิดออก ชายกลุ่มหนึ่งกรูลงมา พร้อมกับกล้องเลนส์ซูมขนาดใหญ่ที่หันมาทางเขา… แสงแฟลชสาดวาบ!

“คุณธีร์! คุณนที วรเวช ใช่ไหมครับ!”

“คุณมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง!”

“จริงไหมครับที่ว่าคุณติดยาจนต้องหนีมาบำบัด!”

โลกทั้งใบของนทีหมุนคว้าง ขาเขาสั่นจนแทบยืนไม่อยู่ เสียงชัตเตอร์ที่เคยเป็นเหมือนเสียงดนตรี บัดนี้มันคือเสียงปืนที่ยิงใส่เขารัวๆ “ย่า… ย่าบอกว่าที่นี่ปลอดภัย” เขาพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าซีดเผือด

เขาจะถอยหนี แต่ขาเจ้ากรรมกลับแข็งทื่อเหมือนถูกสตั๊ฟไว้

“ออกไปจากไร่ผมเดี๋ยวนี้”

เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้น สิงขรที่ได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งออกมาจากออฟฟิศไร่ เขาก้าวมายืนขวางหน้านทีอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังกว้างนั้นบดบังดาราหนุ่มไว้จนมิด

“คุณเป็นใคร! เรามาทำข่าวคุณธีร์!” นักข่าวคนหนึ่งเถียง

“ผมเป็นเจ้าของที่นี่” สิงขรพูดเสียงกดต่ำ “และพวกคุณกำลัง ‘บุกรุก’ ที่ดินส่วนบุคคล”

“เรามีสิทธิ์ในฐานะสื่อ…”

“สื่อไม่มีสิทธิ์บุกรุก” สิงขรตัดบท เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ออร่าความน่าเกรงขามของเจ้าของพื้นที่แผ่ออกมาจนน่ากลัว “ผมจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าพวกคุณยังไม่ไสหัวรถออกไปจากที่ของผม… ผมจะแจ้งตำรวจจับพวกคุณข้อหาบุกรุก”

“คุณขู่เราเหรอ!”

“ผมเตือน” สิงขรจ้องตานักข่าวคนนั้นเขม็ง “และผมจำหน้าพวกคุณได้ทุกคน ถ้ามีรูปของ ‘คนงาน’ ผม หรือรูปของไร่นี้หลุดออกไปแม้แต่รูปเดียว ผมจะฟ้องพวกคุณจนหมดตัว”

ความเด็ดขาดและแววตาจริงจังของสิงขรทำให้นักข่าวกลุ่มนั้นชะงัก พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ที่นี่มันกลางป่ากลางเขา ขืนมีเรื่องขึ้นมาคงไม่คุ้ม

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” นักข่าวคนหนึ่งพูดแก้เกี้ยว ก่อนที่ทั้งหมดจะรีบกรูขึ้นรถตู้และขับออกไปอย่างรวดเร็ว

ฝุ่นควันจางลง เหลือเพียงความเงียบ… และร่างของนทีที่สั่นเทาไม่หยุด

“มัน… มันไปแล้ว” นทีพูดเสียงสั่นเครือ

สิงขรหันกลับมามองเขา สภาพคุณหนูที่เขาแกล้งมาตลอดเดือน บัดนี้ดูเปราะบางเหมือนแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย

“ธีร์” สิงขรเรียกชื่อเขาเบาๆ

“อย่า… อย่ามองผม” นทีทรุดตัวลงนั่งกอดเข่า “ผมมันน่าสมเพช… ผมมันอ่อนแอ… แค่เห็นกล้องผมก็…”

น้ำตาที่เขาคิดว่าแห้งเหือดไปนานแล้ว ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง เขาเกลียดตัวเองที่กลับไปเป็นคนขี้ขลาดคนเดิม

สิงขรไม่พูดอะไร เขาถอดเสื้อคลุมม่อฮ่อมตัวนอกของตัวเองออก แล้วคลุมมันลงบนตัวนทีที่กำลังสั่น “เข้าไปข้างในก่อน”

เขาไม่ได้ฉุดกระชาก แต่ใช้มือใหญ่แตะที่แผ่นหลังบางเบาๆ เป็นการนำทาง

…

เย็นวันนั้น นทีขังตัวเองอยู่ในเรือนเล็ก เขาไม่กล้าออกไปกินข้าว ไม่กล้าสู้หน้าใคร โดยเฉพาะสู้หน้าสิงขร

ก๊อก… ก๊อก…

“…” นทีเงียบ

“ถ้าไม่เปิด ผมจะพังเข้าไป” เสียงสิงขรดังมาจากหน้าห้อง

นทีสะดุ้ง เขารู้ว่าสิงขรพูดจริงทำจริง จึงจำใจเดินไปเปิดประตู

สิงขรยืนถือถาดอาหารเข้ามา เขาวางมันลงบนโต๊ะเล็กๆ โดยไม่พูดอะไร มีข้าวต้มปลาหอมฉุย กับยาหม่องน้ำหนึ่งขวด

“คุณ… เอามาทำไม”

“ผมไม่อยากให้คนงานผมอดตาย” สิงขรตอบหน้าตาย “กินซะ”

“ผมกินไม่ลง”

“คุณต้องกิน” สิงขรสั่ง เขาจ้องหน้านที “คุณจะปล่อยให้ไอ้พวกเวรนั่นมาทำลายทุกอย่างที่คุณสร้างมาตลอดหนึ่งเดือนเหรอ”

“ผมสร้างอะไร” นทีถามเสียงขมขื่น “ผมก็แค่… คนหนีปัญหา”

“ไม่ใช่” สิงขรนั่งลงตรงข้ามเขา “คนหนีปัญหาที่ผมรู้จักวันแรก มันคงกรี๊ดลั่นไร่ แล้วโทรฟ้องคุณย่าให้ส่งเครื่องบินส่วนตัวมารับกลับไปแล้ว”

“…”

“แต่คุณ…” สิงขรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่บวมช้ำ “คุณล้างคอกม้า คุณเก็บสตรอว์เบอร์รีจนมือพอง คุณพรวนดินทั้งที่ไม่เคยจับจอบ คุณตื่นหกโมงเช้าทุกวัน… คุณไม่ได้หนี ธีร์ คุณกำลังสู้”

นทีเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกตะลึง

“ผม…” สิงขรเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเหมือนกำลังขัดเขิน “ผม… ผมแกล้งคุณ ผมยอมรับ ผมอยากรู้ว่าคุณหนูไฮโซอย่างคุณจะทนได้สักกี่น้ำ”

“…”

“แต่คุณทนได้… คุณอึดกว่าที่ผมคิด” เขายกมือหยาบกร้านของตัวเองขึ้น แต่แทนที่จะแตะนที เขากลับชี้ไปที่มือของอีกฝ่าย “มือนั่นน่ะ… คือหลักฐาน”

นทีก้มมองมือตัวเอง… มือที่มีรอยแผลเป็นจางๆ และเริ่มด้านขึ้นเล็กน้อย

“คุณไม่ใช่ดาราตกอับสำหรับผมอีกต่อไปแล้ว” สิงขรพูด “คุณคือ… คนงานของไร่สิงขร”

น้ำตานทีไหลออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาของความอ่อนแอ “คุณมัน… ปากจัด”

“ผมรู้” สิงขรยิ้มมุมปาก “กินข้าวได้แล้ว”

นทีหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเงียบๆ มันคือข้าวต้มที่อร่อยที่สุดในชีวิต

“สิงห์” นทีเรียกชื่อเขาเบาๆ

“หืม”

“ขอบคุณนะ”

สิงขรชะงัก เขามองหน้าอีกฝ่ายที่แดงระเรื่อจากไอร้อนของข้าวต้ม… และจากอะไรบางอย่าง

บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป… ความเงียบที่อึดอัดถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดที่สั่นไหว สิงขรลุกขึ้นยืน

“กินเสร็จแล้วก็พักผ่อนซะ พรุ่งนี้…”

“พรุ่งนี้… คุณจะไล่ผมออกไหม” นทีถามเสียงสั่น “นักข่าวเจอผมแล้ว ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแล้ว”

สิงขรหันกลับมามองเขา เขาเดินกลับมาหยุดตรงหน้านที ก้มหน้าลงจนปลายจมูกเกือบชนกัน

“ผมบอกแล้วไง” สิงขรกระซิบ “คุณคือคนงานของผม และผม… ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมายุ่งกับ ‘คนของผม’ ทั้งนั้น”

“สิงห์…”

นทีไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ไม่รู้ว่าเพราะความกลัวที่เพิ่งผ่านพ้น หรือเพราะความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้ เขายื่นหน้าเข้าไป…

และสิงขรก็ไม่ได้ถอยหนี

ริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกันในที่สุด มันไม่ใช่จูบที่ดูดดื่มร้อนแรง แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความลังเล… ความอ่อนโยน… และการค้นพบ

ริมฝีปากของสิงขรหยาบกร้านเล็กน้อย แต่ก็อุ่นจัด ผสมกลิ่นกาแฟจางๆ ส่วนนทีคือความนุ่มนวลที่แฝงรสเค็มของน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป

สิงขรเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกก่อน เขามองดวงตาที่เบิกกว้างอย่างตื่นตะลึงของนที

“นี่… นี่มัน…” นทีพูดไม่ออก

“นี่มันคือคำตอบ” สิงขรพูดเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขาลุกโชน “ว่าผมจะไม่ไล่คุณไปไหนทั้งนั้น… นอกจาก…”

“นอกจากอะไร”

“นอกจากจะย้ายคุณไปทำงานที่ใหม่”

“งานใหม่? คุณจะให้ผมไปขุดมันเหรอ!” นทีเริ่มกลับมาโวยวายตามปกติ

“เปล่า” สิงขรยิ้ม “ออฟฟิศไร่… งานบัญชีผมเละเทะไปหมด คุณเรียนจบนอกไม่ใช่เหรอ คงเก่งเลขน่า”

นทีอ้าปากค้าง “คุณ… คุณจะให้ผมทำงานในออฟฟิศ?”

“ใช่” สิงขรยักไหล่ “ผมจะได้… ‘จับตาดู’ คุณได้ใกล้ชิดขึ้น”

“คุณ!” นทีหน้าแดงก่ำ “ไอ้บ้าเผด็จการ!”

“รู้แล้วน่า” สิงขรหัวเราะในลำคอ “พรุ่งนี้ แปดโมงเช้า… ห้ามสายล่ะ ‘คุณเลขา'”

สิงขรเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นทีนั่งนิ่งอยู่กับถาดข้าวต้มที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง หัวใจของเขาเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมานอกอก

เขาแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ รสจูบแรกยังติดอยู่ที่นั่น

เช้าวันรุ่งขึ้น นทีตื่นสาย… เจ็ดโมงเช้า

เขารีบอาบน้ำแต่งตัว (ด้วยชุดม่อฮ่อมตัวเก่ง) และเดินไปที่เรือนใหญ่ สิงขรนั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงานในออฟฟิศจริงๆ

“สาย” เขาเอ่ยคำแรก

“ก็เมื่อคืนคุณ…” นทีเถียง

“กาแฟ” สิงขรยื่นแก้วให้โดยไม่มองหน้า

นทีรับมาอย่างงงๆ

“แล้วนั่น… อะไร” นทีชี้ไปที่กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างแก้ว

“รหัส Wi-Fi” สิงขรตอบ “ผมคงไม่อยากให้เลขาผมทำงานช้าเพราะต้องวิ่งหาสัญญาณเน็ตหรอก”

นทีเบิกตากว้าง “นี่คุณ… มี Wi-Fi มาตลอดเลยเหรอ! คุณแกล้งผม!”

สิงขรเงยหน้าขึ้นมายิ้ม… เป็นรอยยิ้มเต็มแก้มครั้งแรกที่นทีเคยเห็น มันทำให้โลกทั้งใบสว่างไสว

“ยินดีต้อนรับสู่ไร่สิงขรอย่างเป็นทางการ… คุณนที”

นทีถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองหน้าเจ้าของไร่จอมเผด็จการที่ขโมยจูบแรกของเขาไป ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

เขาไม่รู้ว่าข่าวฉาวในกรุงเทพฯ จะจบลงเมื่อไหร่ แต่เขารู้แล้วว่า… ที่นี่ ณ ไร่สิงขรแห่งนี้ คือ “บ้าน” ที่เขาเจอที่พักพิง… และที่พักใจที่แท้จริง

จบบริบูรณ์

ตอนพิเศษ ฤทธิ์ไข้

นทีค้นพบความจริงอันน่าเจ็บปวดอย่างหนึ่ง…

การเป็น “เลขา” ของนายสิงขร ไม่ได้ “เบา” ไปกว่าการล้างคอกม้าเลย

“คุณสิงห์! ไฟล์บัญชีรายรับ-รายจ่ายกาแฟของคุณมัน… มันคือหายนะ!” นทีตะโกนลั่นออฟฟิศไร่ (ซึ่งก็คือห้องทำงานใหญ่ในเรือนของสิงขร)

“อะไรของคุณ” สิงขรที่กำลังจดออเดอร์จากลูกค้าทางโทรศัพท์ หันมาขมวดคิ้ว “ผมก็จดของผมแบบนี้มาเป็นปี”

“นี่มันไม่ใช่การจดครับ! นี่มันคือการวาดภาพอักษรอียิปต์โบราณ! ผมอ่านไม่ออก! ตัวเลขอะไรของคุณเนี่ย 5 หรือ 8!” นทีชี้ไปที่สมุดบัญชีหนังเยินๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า

“ก็ใช้สมองคุณหนูที่จบเมืองนอกของคุณสิ” สิงขรยักไหล่ “ผมจ้างคุณมาแก้ ไม่ได้จ้างคุณมาบ่น”

“ผมไม่ได้ถูกจ้าง! ผมถูกบังคับ!”

“เถียงเหรอ? เถียงเดี๋ยวหักเงินเดือน”

“ผมยังไม่เคยได้เงินเดือนเลยสักบาท! ได้แต่ค่าแรงรายวันแปดสิบบาทนั่นน่ะ!”

การโต้เถียงกันกลายเป็นเพลงประกอบการทำงานของไร่สิงขรไปแล้ว แต่มันคือการเถียงที่ไม่มีความโกรธเกลียดเจือปนเหมือนวันแรกๆ

ป้าจันทร์ที่เอากาแฟมาเสิร์ฟได้แต่ยิ้มขำ “นายสิงห์คะ วันนี้ท่าทางฝนจะตกหนักนะคะ ลมแรงเชียว”

สิงขรหันไปมองนอกหน้าต่างจริงดังว่า ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวบัดนี้มืดครึ้ม “นั่นสิครับ… แย่ล่ะ โรงตากกาแฟที่เพิ่งลงชุดใหม่”

“โรงตาก?” นทีถาม

“ผมเพิ่งเปลี่ยนผ้าพลาสติกคลุมโรงตากเมื่อวาน ถ้าลมแรงขนาดนี้มันอาจจะปลิวเปิด” สิงขรขมวดคิ้ว “ถ้าฝนสาดเข้าไป กาแฟล็อตนี้เสียหายหมด”

“งั้นก็ไปดูกันสิ” นทีลุกขึ้น

“คุณจะไปทำไม” สิงขรมองเขา “ข้างนอกลมแรง คุณนั่งทำบัญชีของคุณไป”

“ผมจะไป” นทีเถียง “ผมก็เป็นคนของไร่นี้เหมือนกันนะ… อย่างน้อยก็ ‘เลขา’ ของคุณไม่ใช่เหรอ ถ้ามันพัง คุณก็ไม่มีเงินมาจ่าย ‘ค่าแรง’ ผมน่ะสิ”

สิงขรมองหน้าดื้อรั้นนั้นแล้วถอนหายใจ “ตามใจ… ถ้าปลิวไปกับลม ผมไม่ไปตามเก็บนะ”

“ใครจะปลิว! ผมไม่ใช่กระดาษนะ!”

ทั้งสองคนรีบวิ่งฝ่าลมที่เริ่มกรรโชกแรงไปยังโรงตากกาแฟที่อยู่ท้ายไร่ มันเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่คลุมด้วยพลาสติกใส และอย่างที่สิงขรกลัว… ลมได้พัดผ้าพลาสติกที่มุมหนึ่งจนหลุดออกจากโครงเหล็ก มันสะบัดพึ่บพั่บราวกับใบเรือที่กำลังจะขาด

“แย่ล่ะ! ธีร์! ไปจับเชือกตรงมุมนั้นไว้!” สิงขรตะโกนแข่งกับเสียงลม “ผมจะปีนขึ้นไปดึงผ้าลงมา!”

“คุณจะบ้าเหรอ! ลมแรงขนาดนี้!”

“เร็วเข้า!”

นทีไม่มีเวลาเถียง เขารีบวิ่งไปที่มุมโรงเรือน ใช้ร่างทั้งร่างทุ่มสุดตัวเพื่อดึงเชือกที่ยึดผ้าใบไว้ไม่ให้มันปลิวไปมากกว่านี้ ลมแรงจนแทบจะหอบร่างเขาปลิวไปด้วย

สิงขรปีนขึ้นไปบนโครงเหล็กอย่างทุลักทุเล เขาพยายามดึงผ้าใบที่สะบัดอย่างบ้าคลั่งกลับมา

ซ่าาาาาาาาาา!

ราวกับฟ้ารั่ว… ฝนเม็ดใหญ่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ภายในไม่กี่วินาที ทั้งสิงขรและนทีก็เปียกโชกราวกับลูกหมาตกน้ำ

“โธ่เว้ย!” สิงขรสบถ เขาดึงผ้าใบครั้งสุดท้ายจนมันเข้าที่ ก่อนจะตะโกนลงมา “ได้แล้ว! ปล่อยเชือกแล้ววิ่งกลับเรือนใหญ่! เร็ว!”

ทั้งคู่ปล่อยทุกอย่างทิ้ง แล้ววิ่งแข่งกับสายฝนที่มองแทบไม่เห็นทางกลับเรือนใหญ่ เมื่อมาถึงชานเรือน ทั้งคู่ก็หอบแฮ่ก ยืนมองสภาพตัวเองที่เปียกมะลอกมะแลก

“แฮ่ก… แฮ่ก…” นทีหอบจนตัวโยน เสื้อม่อฮ่อมเปียกลู่แนบเนื้อ เผยให้เห็นสัดส่วนที่… สิงขรยอมรับว่ามันดูดีกว่าที่คิด

“มองอะไร!” นทีแหว เมื่อเห็นสายตาอีกฝ่าย

“มองคนโง่ที่อยากตากฝนเล่น” สิงขรตอบ เขาสะบัดผมแรงๆ จนน้ำกระจายไปโดนหน้านที

“นี่คุณ!”

แทนที่จะโกรธ นทีกลับหลุดหัวเราะออกมา “สภาพคุณก็ไม่ต่างกันหรอก… เหมือนหมีโดนน้ำร้อนลวก”

“ปากดี” สิงขรก็อดหัวเราะในลำคอไม่ได้ “ไป… ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ เดี๋ยวก็เป็นไข้ตายกันพอดี”

…

และคำพูดของสิงขรก็เป็นจริง…

เช้าวันต่อมา… แปดโมงตรง… โต๊ะเลขาว่างเปล่า

เก้าโมงเช้า… ก็ยังว่าง

สิงขรเริ่มขมวดคิ้ว ปกติคุณหนูจอมโวยวายคนนี้จะตรงเวลามาก (เพราะกลัวโดนหักเงิน) เขาลุกขึ้นเดินตรงไปยังเรือนเล็กของนที

“ธีร์! ตื่นสายเหรอ! วันนี้หักสองแรง!” เขาตะโกนเรียกหน้าห้อง แต่ก็เงียบ

สิงขรตัดสินใจผลักประตูเข้าไป (เขาไม่เคยเคาะอยู่แล้ว)

ภาพที่เห็นคือร่างบางที่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ตัวสั่นน้อยๆ

“ธีร์?” สิงขรเดินเข้าไปใกล้ “สำออยเหรอ”

เขาเอามืออังหน้าผากที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา… ร้อนจี๋!

“บ้าจริง!” สิงขรสบถ เขาดึงผ้าห่มออก นทีครางอื้ออึงในลำคอ ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อซึมทั้งที่ตัวสั่น

“สิงห์… หนาว” นทีพึมพำทั้งที่ตายังปิด

“หนาวบ้าอะไร ตัวร้อนยังกับไฟ” สิงขรดุ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล “นอนนิ่งๆ อยู่เดี๋ยวนี้”

เขาหายไปครู่หนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมกับกะละมังน้ำอุ่นและผ้าขนหนูผืนเล็ก

“จะทำอะไร” นทีถามเสียงแหบพร่า พยายามจะลุกหนี

“เช็ดตัว” สิงขรสั่ง “อยู่นิ่งๆ ถ้าไม่อยากให้ผมมัดคุณไว้กับเตียง”

นทีหมดแรงจะเถียง เขานอนนิ่ง ปล่อยให้สิงขรค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อม่อฮ่อมที่เขาใส่นอนออก

สิงขรชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผิวเนียนละเอียดที่แดงก่ำเพราะพิษไข้ เขาพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วจุ่มผ้าลงในน้ำอุ่น บิดหมาดๆ

สัมผัสอุ่นชื้นแตะลงบนหน้าผาก ลำคอ ไล่ลงมาที่หน้าอก… นทีสะดุ้งเล็กน้อย

“เย็น…”

“ทนหน่อย” สิงขรพูดเสียงดุ แต่ฝ่ามือที่จับผ้าเช็ดตัวกลับเบาอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเช็ดไปตามแขน ซอกคอ และแผ่นหลังอย่างระมัดระวัง

นทีที่กำลังเบลอเพราะพิษไข้ รู้สึกถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหยาบกระด้างนั้น เขามองใบหน้าคมคายที่กำลังตั้งอกตั้งใจเช็ดตัวให้เขา… ไม่มีแววตารังเกียจเหมือนวันแรกๆ ไม่มีแววตาเยาะเย้ย มีแต่… ความเป็นห่วง

“คุณ…” นทีเอ่ยเบาๆ “คุณไม่ต้องทำก็ได้… เดี๋ยวผมเรียกป้าจันทร์”

“ป้าจันทร์ไปตลาดในเมือง” สิงขรตอบโดยไม่เงยหน้า “แล้วผมก็ไม่ได้อยากให้ใครมาเห็น ‘เลขา’ ของผมในสภาพนี้”

นทีหน้าแดง… นี่มันหวง หรือมันอายคนอื่นกันแน่

หลังจากเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทุลักทุเลและน่าอายที่สุดสำหรับนที) สิงขรก็บังคับให้เขากินยาลดไข้

“นอนซะ”

“ผม… หิว” นทีพูดเสียงอ่อย หลังจากตากฝนและป่วยไข้ พลังงานเขาก็หมดเกลี้ยง

สิงขรถอนหายใจ “เรื่องมาก”

เขาหายไปอีกครั้ง และกลับมาพร้อมกับ… ข้าวต้มหมูสับร้อนๆ ถ้วยเดิม

“กินเองไหวไหม”

นทีพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่แค่ยกมือขึ้นก็สั่นไปหมดเพราะพิษไข้ “มะ…ไม่ไหว”

สิงขรมองภาพนั้นแล้วส่ายหัวอย่างระอา เขานั่งลงบนขอบเตียง ตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าเบาๆ “อ้าปาก”

“!!!” นทีตาโต “ผมไม่ใช่เด็กนะ!”

“ถ้ากินเองได้ก็ลุกมากิน” สิงขรยื่นช้อนไปจ่อที่ปาก “อย่าดื้อ ธีร์”

การถูกเรียกชื่อจริงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแบบนั้น… มันมีผลต่อหัวใจนทีมากกว่าพิษไข้เสียอีก เขายอมอ้าปากรับข้าวต้มแต่โดยดี

สิงขรค่อยๆ ป้อนเขาอย่างใจเย็น ช้อนแล้วช้อนเล่า จนข้าวต้มหมดถ้วย

“ขอบคุณ” นทีพึมพำ เขารู้สึกง่วงขึ้นมาอีกครั้งเพราะฤทธิ์ยา

“อืม” สิงขรวางถ้วยลง เขากำลังจะลุกขึ้น แต่กลับถูกมือนิ่มๆ ที่ร้อนผ่าวคว้าชายเสื้อไว้

“อย่าเพิ่งไป”

สิงขรชะงัก เขามองมือที่จับเสื้อเขาไว้นิ่ง

“อยู่… อยู่เป็นเพื่อนก่อนได้ไหม” นทีถามเสียงอ้อนอย่างไม่รู้ตัว “ผม… ผมกลัว”

กลัวความอ่อนแอ กลัวการอยู่คนเดียวในยามป่วยไข้…

สิงขรไม่ตอบ แต่เขาก็นั่งลงที่เดิม เขาใช้หลังมืออังหน้าผากนทีอีกครั้ง “ตัวยังอุ่นๆ อยู่”

เขาไม่ได้ดึงมือกลับทันที แต่วางแช่ไว้ตรงนั้น… ฝ่ามือที่หยาบกร้านจากงานหนัก บัดนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

“สิงห์” นทีพึมพำ เรียกชื่อเขาทั้งที่ตาใกล้จะปิดเต็มที

“อะไร”

“คุณ… ใจดีเหมือนกันนะ”

“ผมไม่ได้ใจดี” สิงขรสวน “ผมแค่ไม่อยากให้คุณตายคาไร่ผม เดี๋ยวผีดุ”

นทีหลุดหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ป่วย “ปากร้าย”

“นอนได้แล้ว” สิงขรพูด “พรุ่งนี้ถ้ายังไม่หาย… ผมจะหักเงินคุณ”

“ไอ้… คน… งก” นทีบ่นคำสุดท้ายก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด

สิงขรนั่งมองใบหน้าที่ยามหลับดูไร้พิษสงนั้นอยู่นาน เขาลูบผมที่ปรกหน้าผากออกเบาๆ

“คนโง่” เขากระซิบ “แค่ตากฝนแค่นี้ก็ป่วย… อ่อนแอชะมัด”

แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนมุมปากของเจ้าของไร่หนุ่ม… มันคือรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ไร่สิงขรแห่งนี้เคยเห็นมา

นิยายวาย BL Tags:BL, BLStory, นิยาย, นิยายวาย, วาย

แนะแนวเรื่อง

Next Post: แฟนที่ดีคือแฟนใหญ่

Related Posts

เมียคืนเดียวของมาเฟีย (Mpreg) นิยายวาย BL
คลั่งรักเด็กดื้อ นิยายวาย BL
จังหวะรักหน้าฮ้าน นิยายวาย BL
แผนร้ายสุดท้ายรัก นิยายวาย BL
แฟนที่ดีคือแฟนใหญ่ นิยายวาย BL
ซุปตาร์หน้าใสป่วนหัวใจยัยช่างแต่งหน้า นิยายวาย BL

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Archives

  • มกราคม 2026

Categories

  • นิยายวาย BL

Copyright © 2026 Novel Sanook.

Powered by PressBook Masonry Dark